แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รัชกาลที่ 9 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รัชกาลที่ 9 แสดงบทความทั้งหมด
วันอังคารที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2560 | By: กาลาโต้

สวยและดีน่ามีไว้! แก้วคนไทยรักในหลวง รัชกาลที่ 9

สวัสดีปีใหม่คนรักกาแฟทุกท่านครับ



สำหรับเรื่องราวที่ผมจะนำเสนอในวันนี้นั้นน่าจะเป็นที่ถูกอก ถูกใจบรรดาผู้ที่ชื่นชอบในการเก็บสะสมแก้วกาแฟกันอย่างแน่นอนครับเพราะเนื่องจากว่าในปัจจุบันนี้บรรดาร้านกาแฟสดต่างๆ ไม่ค่อยที่จะเปลี่ยนลายแก้วกาแฟกันสักเท่าไหร่เท่าที่ห้นอยู่ก็มีเพียงแค่ไม่กี่เจ้าแต่ก็จะเปลี่ยนเฉพาะในเทศกาลสำคัญๆ อาทิเช่นเทศกาลปีใหม่ เทศกาลคริสต์มาสเท่านั้น ส่วนวันหยุดหรือเทศกาลสำคัญๆ อื่น ก็มักที่จะใช้แก้วปกติหรือไม่ก็ใช้แก้วที่เหลือยู่ให้หมดไปซึ่งก็เป็นเรื่องของต้นทุนหรือการตลาดแต่ละที่ครับ



แต่สำหรับแก้วกาแฟที่ผมเลือกนำมาเสนอนี้นั้นบอกเลยครับว่าเราเองในฐานะ "คอกาแฟ" และในฐานะ "คนไทย" ควรที่จะมีเก็บสะสมเอาไว้เพราะเชื่อว่าน่าจะเป็นร้านกาแฟร้านเดียวและก็น่าจเป็นเพียงแค่ครั้งเดียวที่มีการผลิตออกมาเพื่อให้เราได้เก็บเอาไว้ชั่วลูกชั่งหลานนั่นก็คือแก้ว "ธ สถิตย์ในดวงใจไทยนิรันดร์" ครับ

แก้ว "ธ สถิตย์ในดวงใจไทยนิรันดร์" นั้นเป็นผลงานของร้านกาแฟสดชื่อดังอย่างแม่อูคอที่แรกเริ่มเดิมที ปกตินั้นแก้วที่เขาใวส่กาแฟก็จะเป็นแก้วพลาสติกทรงสูงธรรมดาๆ เหมือนกับแก้วกาแฟสดทั่วๆ ไปแต่ถ้าหากไปซื้อกาแฟของเขาในตอนนี้ก็จะได้แก้วที่มีลักษณะสีดำขลับตัดด้วยตัวหนังสือและลวดลายสีทองซึ่งนั่นแหละครับแก้ว "ธ สถิตย์ในดวงใจไทยนิรันดร์"



ผมเองเชื่อมั่นเป็นอย่างมากครับว่าการที่แม่อูคอเขาออกแก้วแบบนี้มานั้นไม่ได้เพื่อเหตุผลทางการตลาดหรือเพื่อจะหากำรี้กำไรจากเหตุการณ์สำคัญอย่างแน่นอนเพราะลำพังลักษณะแก้ว การสกรีนลวดลายนั้นมันทำให้ต้นทุนแก้วสูงเพิ่มมากกว่าปกติโดยเฉพาะฝาสีทองด้านบนที่ดีไซน์เป็นแบบยกขึ้นอีนนั้นแพงกว่าฝาปิดแบบธรรมดาๆ เสียอีกครับแต่ที่เขาทำมานั้นเชื่อว่าน่าจะเป็นวิธีที่แสดงถึงความจงรักภักดีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 อีกแบบหนึ่งและนี่แหละครับเป็นสิ่งที่ทำให้แก้วใบนี้ "มีค่า" และ "น่าสะสม"



 สำหรับใครที่อยากได้แก้วใบนี้เอาไว้สะสมหรือเอาไว้เพื่อรำลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 ของเราก็สามารถไปหาได้ที่ร้านกาแฟแม่อูคอทุกสาขานะครับและไม่ต้องกังวลนะครับว่าสนนราคาของมันจะแพงมากมายหรือบวกเพิ่มเพราะราคาของมันนั้นก็คือราคากาแฟแก้วหนึ่งที่เราเคยซื้อตามปกตินั่นเองครับคิดเสียว่าเป็นการคืนกำไรของร้านเขาก็แล้วกันครับ

                                                                                                                                 กาลาโต้
วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 | By: กาลาโต้

เราเกิดในรัชกาลที่ ๙ เดอะซีรีส์


ทุกท่านครับ

       ถ้าจะมีหนัง ละคร หรือภาพยนตร์สักเรื่องหนึ่งที่นักแสดงๆ ได้สมบทบาท มีความเหมือนจริงมากที่สุดแล้วล่ะก็ ผมเองคงจะต้องยกให้ละคร "เราเกิดในรัชกาลที่ ๙ เดอะซีรีส์" ละครซีรีย์ของคนไทยที่ชื่อเรื่องมันสุดแสนจะธรรมดาๆ ไม่ได้มีความพิเศษหรือน่าสนใจอันใดแต่ทว่ามันเองกลับมีพลังที่ทำให้คนไทยรู้สึกซาบซึ้งไปกับมันเพราะผมเองเชื่อว่านักแสดงทุกคนที่ได้แสดงในเรื่องนี้มันไม่ได้คิดว่าทั้งหมดคือการแสดงแต่มันเป็นความรู้สึกที่แท้จริงที่กลั่นออกมาจากหัวใจของนักแสดงทุกคนโดยที่ไม่ต้องมีใครมาสั่งในทันทีที่ได้ยินคำว่า

"...ในหลวงสวรรคต..."


       "เราเกิดในรัชกาลที่ ๙ เดอะซีรีส์" เป็นละครเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศ รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร์ สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ที่ออกจะแปลกแหนวกว่าละครเทิดพระเกียรติเรื่องอื่นๆ ที่เคยมีมาและเชื่อว่าน่าจะเป็นต้นแบบและแรงบันดาลใจให้กับละครเทิดพระเกียรติเรื่องอื่นๆ นับต่อแต่จากนี้ไปโดยเป็นการนำเสนอเรื่องราวเหตุการณ์ครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ของชาติไทยในช่วง 10 วันแรกของการเสด็จสูสวรรคาลัยของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2559 อันป็นวันที่สำนักพระราชวังประกาศข่าวการสววรคตเรื่อยไปจนกระทั่งถึงวันที่ 22 ตุลาคม 2559 วันที่คนไทยทั้งประเทศมีโอกาสร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีครั้งที่ยิ้งใหญ่ที่สุดเพื่อเป็นการอาลัยพระองค์ ณ ท้องสนามหลวงโดยในช่วงเหตุการณ์แต่ละวันนั้นได้มีการบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นเอาไว้ตามความเป็นจริงไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเคลื่อนขบวนพระศพจากโรงพยาบาลศิริราชสู่พระบรมมหาราชวัง การแตกแยก การแบ่งแยกทางความคิดกันในเรื่องของสีเสื้อ เรื่องราวของการทำดีเพื่อในหลวงด้วยการขับรถรับส่งเป็นพระราชกุศลฟรี และอื่นๆ อีกมากแต่เหนือสิ่งอื่นใดที่มีการสอดแทรกเอาไว้ในละครตลอดทั้งซีรีส์ก็คือคำสอนและคุณงามความดีอพระองค์ที่พระองค์ได้ปูทางเอาไว้มากว่า 70 ปีเพื่อให้คนไทยเราปฏิบัติตาม ดังนั้นถ้าหากจะบอกว่าละคร "เราเกิดในรัชกาลที่ ๙ เดอะซีรีส์" เป็นจดหมายเหตุทางประวัติศาสตร์ในรัชสมัยของรัชกาลที่ 9 เล่มหนึ่งก็คงจะไม่ผิดหรือเกินเลยสักเท่าไหร่นัก




       จุดหนึ่งที่ผมมองว่าเป็นที่น่าสนใจยิ่งนักก็คือในฉากที่นักโทษหรือผู้ต้องหาที่ทำความผิดและถูกขังตัวอยู่ในโรงพักถึงกับร้องไห้กลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ไหวเมื่อได้ข่าวการสวรรคตของพระองค์ ถ้าเป็นหนังหรือละครเรื่องอื่นๆ ผมเองอาจจะมองว่าเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจะมีสักกี่คนที่จะทำให้โจรหรือหัวขโมย คนทำผิดกฎหมายร้องไห้เสียใจต่อการจากไปได้ แต่สำหรับในหลวงพระองค์นี้ผมเองเชื่อว่าฉากนี้ได้เกิดขึ้นจริงหากคนๆ นั้นยังเป็นคนไทยและมีสายเลือดของความเป็นไทย

       แรกเริ่มเดิมทีผมเองมีความคิดว่าจะดูละครชุดนี้ให้จบรวดเดียวเลย 4 ตอนก่อนจะมาเขียนบทความนี้ให้ทุกท่านได้อ่านกันแต่ทว่าเมื่อดูไปได้เพียงแค่ 2 ตอนก็จำต้องหยุดและหันมาเขียนบทความนี้ให้จบเสียก่อนเพราะเนื่องจากว่าทุกฉากทุกตอนของละครนั้นมันมันเล่นเอาผมจุกอก พาลน้ำตาจะไหลเป็นระยะๆ ซึ่งก็แน่นอนว่าถ้าดันทุรังต่อไปต่อมน้ำตาของผมคงจะไหลจนไม่สามารถมองหน้าจอเพื่อพิมพ์บรรยายบทความในตอนนี้ออกมาได้

       ซึ่งก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรครับเพราะผมเองและนักแสดงกว่าร้อยชีวิตในเรื่องนี้รวมไปถึงคนดูทั่วทั้งประเทศ เราทุกคน "เกิดในรัชกาลที่ 9" ได้ผ่านและพบเจอเหตุการณ์เหล่านี้มาด้วยกัน ดังนั้นมันจึงให้ความรู้สึกที่สะท้อนใจทุกครั้งเมื่อได้ดูละครชุดนี้




ท้ายที่สุดนี้ผมเองคงจะไม่บอกให้ทุกคนต้องดูละครชุดนี้หรอกครับเพราะผมเชื่อว่าประชาชนในรัชกาลที่ 9 คงจะไม่พลาดกันอยู่แล้วที่ผมอยากจะบอกก็คืออยากให้นำเอาคำสอนและพระบรมราโชวาทของพระองค์มาปรับใช้กับตัวเรา ให้สมกับที่ว่าเรานั้น เกิดในรัชกาลที่ 9 และเป็นประชากรของพระองค์

                                                                                                                                                                                                           กาลาโต้


วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 | By: กาลาโต้

ในหลวงกับวงการกาแฟไทย ธ เสด็จไกลกันดาร เพื่อกาแฟเพียงต้นเดียว



คนรักกาแฟทุกท่านครับ

วันที่ 13 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมาเป็นวันแห่งความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของคนไทยทุกคนอีกครั้งหนึ่งเมื่อข่าวการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร หรือที่เราคนไทยเรียกพระองค์อย่างสั้นๆ ว่า "ในหลวง" ได้ปรากฎขึ้นทำให้คนไทยทั้งประเทศรวมไปถึงผู้ที่จงรักภักดีต่อพระองค์จากทั่วโลกต่างแสดงความเศร้าโศกเสียใจด้วยเพราะพระองค์นั้นเป็นผู้ที่ทรงคุณประโยชน์นานับประการให้กับประเทสและพสกนิกรของพระองค์อย่างแท้จริง ทางเพจและทาง Blog "เรื่องของคนรักกาแฟ" ขอกราบแทบฝ่าพระบาทส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและร่วมถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร

เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติของพระองค์ในบทความตอนนี้กระผมขอนำเสนอพระราชกรณียกิจหนึ่งของพระองค์ที่ก่อให้เกิดคุณูปการต่อวงการกาแฟของไทยนั่นก็คือเรื่องของ "ในหลวงกับวงการกาแฟไทย"

เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ย้อนกลับไปเมื่อราวๆ พุทธศักราช 2517 โดยพล.ต.อ. วสิษฐ เดชกุญชร เล่าไว้ในหนังสือ "รอยพระยุคลบาท บันทึกความทรงจำของ พล.ต.อ. วสิษฐ เดชกุญชร" ความตอนหนึ่งว่า



“ในท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่สับสนและวุ่นวายในปลายปีพุทธศักราช ๒๕๑๗ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ยังทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจทั้งมวลเป็นปกติโดยไม่ทรงหวั่นไหว โดยเสด็จแปรพระราชฐานไปประทับ ณ ตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ที่เชียงใหม่ และเสด็จออกเยี่ยมเยียนราษฎรทั้งราษฎรชาวเขาเผ่าต่างๆ กับประชาชนซึ่งอยู่ในที่ราบลุ่มตามที่ทรงปฏิบัติเสมอมาทุกปี ครั้งนั้นเจ้าอยู่หัวทรงขับรถยนต์พระที่นั่งด้วยพระองค์เอง ซึ่งทรงกระทำเช่นนี้เป็นปกติ ทรงขับรถยนต์พระที่นั่งฝ่าฝุ่นแดงและความลุ่มดอนของถนนในสมัยนั้นออกเยี่ยมราษฎรอีกหลายพื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่

ในวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๑๗ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยสมเด็จฯ เสด็จไปเยี่ยมเยียนราษฎรซึ่งเป็นชาวเขาบนดอยอินทนนท์ ในการทรงเยี่ยมเยียนราษฎรชาวเขาครั้งนี้ หลังจากเสด็จด้วยรถยนต์พระที่นั่งทรงเยี่ยมชาวเขาเผ่าม้งที่บ้านขุนกลาง ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง แล้ว 


พระองค์และสมเด็จฯ ยังได้เสด็จพระราชดำเนินด้วยพระบาท ไปตามไหล่เขาที่สูงบ้างต่ำบ้างเป็นระยะทางประมาณ ๓ กิโลเมตร เพื่อทรงเยี่ยมชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงที่บ้านอังกาน้อย และทรงพระดำเนินต่อไปอีก 2 กิโลเมตร เพื่อพระราชทานไก่พันธุ์โร้ดไอส์แลนด์เร็ดและผ้าห่มให้แก่ชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงที่บ้านท่าฝั่งเช่นเดียวกับที่บ้านอังกาน้อย


ต่อจากนั้นยังทรงพระดำเนินต่อไปอีกประมาณหนึ่งกิโลเมตร จนถึงไร่กาแฟที่ราษฎรชาวกะเหรี่ยงปลูกไว้ รวมเป็นระยะทางที่ทรงพระดำเนินทั้งสิ้นในบ่ายวันนั้นประมาณ ๖ กิโลเมตร เพื่อทอดพระเนตรไร่กาแฟที่มีต้นกาแฟให้พระเจ้าอยู่หัวทอดพระเนตรเพียงต้นเดียว 

เสร็จจากการทอดพระเนตรต้นกาแฟต้นเดียวแล้ว พระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จฯ ยังต้องทรงพระดำเนินกลับออกไปยังรถยนต์พระที่นั่งที่จอดไว้ที่แยกปากทางเข้าบ้านอังกาน้อย รวมเป็นระยะทางที่เสด็จพระราชดำเนินด้วยพระบาทในวันนั้นประมาณ ๑๒ กิโลเมตร แล้วพระเจ้าอยู่หัวยังต้องทรงขับรถยนต์พระที่นั่งกลับด้วยพระองค์เองอีกจนถึงพระตำหนักด้วย..."

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ได้สร้างความสงสัยให้กับคณะและผู้ที่ติดตามพระองค์เป็นอันมากว่าเหตุไฉนพระองค์จึงต้องทรงดั้นด้นเดินทางเป็นระยะทางไกลมากมายขนาดนั้นเพื่อไปทอดพระเนตรเพียงแค่ต้นกาแฟต้นเล็กๆ ต้นเดียวซึ่งพระองค์ก็น่าจะทราบความฉงนสงสัยที่ว่านี้จึงได้มีพระราชกระแสกับข้าราชบริพาร ที่อยู่ในขบวนเสด็จฯ ที่ไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ของพระองค์ ด้วยพระสุรเสียงที่เปี่ยมไปด้วยพระเมตตาว่า



"...แต่ก่อนเขาปลูกฝิ่น เราไปพูดจาชี้แจง ชักชวนให้เขามาลองปลูกกาแฟแทน กะเหรี่ยงไม่เคยปลูกกาแฟมาก่อน ยังดีที่กาแฟไม่ตายเสียหมด แต่ยังเหลืออยู่หนึ่งต้นนั้น ต้องถือว่าเป็นความก้าวหน้า สำหรับกะเหรี่ยง... จึงต้องเสด็จฯ ไปทอดพระเนตร จะได้แนะนำเขาต่อไปว่า ทำอย่างไรกาแฟ จึงจะเหลืออยู่มากกว่าหนึ่งต้น"

ปรากฏว่าปีต่อมา ราษฎรชาวกะเหรี่ยง ดอยอินทนนท์ขายกาแฟ ได้เป็นเงินต่อไร่ต่อปี สูงกว่าที่เคยขายฝิ่นได้ และนับแต่นั้นเป็นต้นมาบรรดาชาวเขาก็ได้ร่วมมือกันกับภาครัฐเริ่มต้นปลูกและพัฒนาเมล็ดกาแฟกันอย่างจริงจังจนทใำห้กาแฟของไทยมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกดังเช่นทุกวันนี้แถมยังเป็นการช่วยกำจัดการปลูกฝิ่นในบ้านเราและสร้างอาชีพให้กับชาวเขาและชาวบ้านสืบไป จึงนับเป็นพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่สำหรับชาวไทยภูเขาและชาวบ้านในถิ่นทุรกันดารที่คนไทยทั่วประเทศและทั่วโลกมิเคยลืมเลือน

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ

                                                                                                                   กาลาโต้