แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ WIFI แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ WIFI แสดงบทความทั้งหมด
วันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2556 | By: กาลาโต้

Cupping Street : Star Back Cafe...ความเหมือนที่แตกต่าง


       สวัสดีครับชาวคนรักกาแฟทุกท่าน หากใครที่ติดตามข่าวสารกรณีพิพาทจนเป็นเรื่องเป็นราวฟ้องร้องกันระหว่างร้านกาแฟเงือกเขียวแบรนด์ดังอย่าง Starbucks กับกาแฟรถเข็น Star Bung เรื่องโลโก้หรือเครื่องหมายการค้ามาโดยตลอดคงจะทราบผลสรุปแล้วด้วยการที่ Star Bung ยอมเปลี่ยนโลดก้แต่ก็ยังไม่วายกระแนะกระแหนกาแฟยักษ์ใหญ่ซึ่งที่จริงก็น่าเห็นใจอยู่นะครับแต่ในโลกธุรกิจนั้นบางครั้งความถูกต้องก็ย่อมจำเป็นต้องอยู่เหนือความรู้สึก เอาเป็นว่าเราพักเรื่องนี้กันดีกว่าแล้วไปดูร้านกาแฟที่ผมจะนำเสนอใน entry นี้กันดีกว่าต้องเรียกได้ว่าเหยียบจมูกเสือเลยทีเดียวครับกับร้านกาแฟร้านนี้ "Star back Cafe"


       ร้าน Star Back Cafe ที่จะกล่าวถึงนี้ถึงแม้ว่าชื่อเสียงเรียงนามจะใกล้เคียงกันกับร้านกาแฟชื่อดังอย่าง Starbucks แต่ก็ไม่สามารถจะพูดได้เต็มปากว่าเป็นการ Copy ร้านกาแฟแบรนด์ดังมาเพราะเนื่องจากรายละเอียดทุกอย่างตั้งแต่โลโก้ไปจนการตกแต่งร้านทั้งภายนอก ภายในนั้นมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงดังนั้นจึงไม่สามารถฟ้องร้องเรื่องการเลียนแบบเพื่อการค้าเหมือนกาแฟ Star Bung ได้แต่ที่บอกว่าเหยียบจมูกเสือกก็เพราะร้าน Star Back Cafe นี้มีที่ตั้งอยู่ติดกันกับร้าน Starbucks เลยครับยิ่งมองจากด้านนอกอาคารยิ่งมองเห็นได้อย่างชัดเจน


       Theme การตกแต่งร้านของ Star Back Cafe นั้นเป็นการตกแต่งร้านให้เหมือนกับร้านสำหรับดาราโดยมีการนำเอาสเลทที่ผู้กำกับใช้ในการกำกับมาเป็นเครื่องมือในกาารตกแต่งร้าน นอกจากนี้ยังมีการ (แอบ) จิกกัดร้านกาแฟร้านข้างๆ (ที่คุณรู้ว่าใคร) ด้วยการนำเอาตุ๊กตาหมีน่ารักๆ มาวางโชว์ซึ่งผู้ที่มาดื่มกาแฟสามารถซื้อติดไม้ติดมือกลับไปบ้านเป็นของที่ระลึกได้อีกด้วยครับ


       อีกสิ่งหนึ่งที่ถือเป็นจุดเด่นของร้าน Star Back Cafe ที่ทำให้ร้านนี้โดดเด่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและเข้ากันกับชื่อร้านก็คือบริเวณข้างผนังจะมีแผ่นป้ายสี่เหลี่ยมสีทองติดอยู่ซึ่งแผ่นป้ายแต่ละอันก็จะมีลายเซ็นพร้อมก้บข้อความสั้นๆ ของดาราหรือนักแสดงที่มาใช้บริการร้านกาแฟร้านนี้และด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ร้านกาแฟร้านนี้เป็นร้านกาแฟของ "ดารา" ไปโดยปริยาย (น่าเสียดายว่าไม่สามารถถ่ายรูปมาได้เพราะแสงแฟลชโดนแผ่นป้ายแล้วภาพออกมาจ้าเกินไปครับแต่ถ้าไปใช้บริการที่ร้านก็จะเห็นตามที่ว่าทุกประการ)


       เรื่องของการจัดร้านต้องยอมรับครับว่ามีการออกแบบร้านได้สวยงาม เป็นสัดส่วน มีทั้งโต๊ะขนาดเล็กสำหรับคนๆ เดียวเรื่อยไปจนถึงโต๊ะขนาดใหญ่รองรับคนที่มาดื่มกาแฟเป็นหมู่คณะโดยโต๊ะและเก้าอี้เหล่านี้มีการจัดวางอย่างเหมาะสมตามเนื้อที่ทำให้ไม่ดูอึดอัดจนเกินไป นอกจากนี้การจัดวางสิ่งของต่างๆ ก็ยังมีสไตล์เป็นของตัวเองอีกด้วย


       มาถึงหัวใจหลักซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของร้านกาแฟทุกร้านนั่นก็คือรสชาติของกาแฟครับ จากการได้ทดลองชิมโดยสั่งเป็น Iced Latte มาพบว่ารสชาติเป็นรสชาติกาแฟระดับมาตรฐานเช่นเดียวกันกับร้านกาแฟพรีเมี่ยมทั่วไปซึ่งหากเป็นคนที่กินกาแฟระดับพรีเมี่ยมอยู่บ่อยๆ แล้วคงจะชอบรสชาติแบบนี้ ส่วนสนนราคาก็มีหลากหลายครับโดยราคาเริ่มต้นอยู่ที่ใกล้ๆหลักร้อยเรื่อยไป ส่วนใครที่ดื่มกาแฟแล้วอยากหาเครื่องเคียงมาทานคู่ทางร้านก็มีไว้บริการด้วยเช่นกันแต่ขอแนะนำซาลาเปาของทางร้านครับขอบอกว่าทานคู่กับกาแฟอร่อยมากๆ


       แต่สิบปากว่าหรือจะสู้สองตาเห็นและไปทดลองสัมผัสด้วยตัวเองซึ่งหากใครอยากไปลิ้มลองรสชาติของกาแฟที่เคียงคู่กับซาลาเปาร้อนๆ และบรรยากาศที่เหมือนเฉิดฉายอยู่ดงดาราก็สามารถไปเยี่ยมชมกันได้ครับโดยร้าน Star Back Cafe นี้ตั้งอยู่ที่ห้าง MBK หรือมาบุญครองชั้น 1 อยู่ติดกับร้าน Starbucks พอดิบพอดีดังนั้นก่อนเข้าต้องดูให้ดีก่อนนะครับไม่เช่นนั้นอาจเข้าผิดก็เป็นได้ ฮา ฮา

                                                                 
                                                                                    กาลาโต้


วันจันทร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2556 | By: กาลาโต้

Cupping Street : Too Fast To Sleep ราตรีนี้ยังอีกยาวนาน


       หากใครก็ตามที่เป็นแฟนและติดตาม blog เรื่องของคนรักกาแฟมาโดยตลอดคงจะพอทราบดีว่าร้านกาแฟมักนิยมใช้รูปลักษณ์ของนกฮูกเป็นสัญลักษณ์เพราะเนื่องจากว่านกฮูกเป็นสัตว์ที่หากินกลางคืนเฉกเช่นเเดียวกันกับกาแฟที่สามารถทำให้เราตาสว่างในยามค่ำคืนแต่ในความเป็นจริงแล้วนกฮูกนั้นเป็นสัญลักษณ์ของความรู้และสติปัญญาซึ่งเชื่อไหมครับว่าในบ้านเราตอนนี้มีร้านกาแฟอยู่ร้านหนึ่งที่ใช้นกฮูกเป็นสัญลักษณ์นอกจากสื่อถึงความตาสว่างจากฤทธิ์กาแฟแล้วยังหมายถึงความรู้และการศึกษาอีกด้วยจึงเป็นที่มาของ entry นี้ที่ว่า "ราตรีนี้ยังอีกยาวนาน"


        Too Fast To Sleep เป็นร้านที่ผมจะพูดถึงในวันนี้ แค่เพียงเห็นชื่อร้านเชื่อว่าหลายคนคงจะแปลกฉงนสนเท่ห์อยู่พอสมควรเพราะประโยคดังกล่าวถ้าแปลเป็นภาษาบ้านๆคงเข้าทำนองว่า "จะหลับตาลงไปได้อย่างไร" หรือ "เร็วเกินไปไหมที่จะหลับ" นั่นเองครับ ซึ่งเมื่อได้ลองเข้าไปใช้บริการพบว่าชื่อนี้คงจะเหมาะสมที่สุดแล้วครับสำหรับร้านนี้เพราะเนื่องจากเป็นร้านที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมงไม่มีวันปิดดังนั้นใครจะมาเวลาไหน เป็นอันได้เข้าใช้บริการทุกคนแน่นอน


       จุดเเด่นของร้าน Too Fast To Sleep นั้นไม่ได้อยู่ที่การเปิดตลอด 24 ชั่วโมงแต่อย่างเดียวเพราะเมื่อขึ้นไปบริเวณชั้น 2 ทุกพื้นที่จะเต็มไปด้วยบรรดาหนังสือและโต๊ะที่เรียงรายเอาไว้สำหรับให้คนมาใช้บริการนั่งทำงาน อ่านหนังสือ นอกจากนี้ยังมีบริการปลั๊กไฟสำหรับไว้เสียบคอมพิวเตอร์โน้ตบุคส์หรือชาร์จแบตเตอร์รี่โทรศัพท์ด้วยอีกทั้งทางร้านก็ยังใจดีเปิดให้คนทั่วไปเข้ามาใช้สถานที่ได้แม้จะไม่อุดหนุนซื้อกาแฟหรือของกินจากทางร้านเลยก็ตาม


       สไตล์การตกแต่งร้านของ Too Fast To Sleep นั้นเป็นการตกแต่งร้านออกแนวสบายๆ ให้เหมือนกับอยู่ที่บ้านมากกว่าอยู่ห้องสมุดเพื่อให้ผู้ที่มาใช้บริการมีความรู้สึกผ่อนคลายและมีอารมณ์ในการทำงานหรืออ่านหนังสือซึ่งการตกแต่งจะมีทั้งใช้โต๊ะและเก้าอี้แบบมาตรฐาน ใช้โซฟาและโต๊ะน่ารักๆ หรือแม้กระทั่งการใช้โต๊ะญี่ปุ่นมาตกแต่งในบางโซนก็มีให้เห็นดังนั้นใครชอบสไตล์ไหนก็เลือกนั่งได้ตามชอบใจเลยครับ


       ถึงแม้ว่าวันที่ผมไปใช้บริการจะเป็นวันที่ผู้คนส่วนใหญ่ออกไปทำกิจกรรมทางการเมืองหรือพักผ่อนอยู่บ้านอีกทั้งยังเป็นช่วงเวลากลางวันก็ตามทีแต่คนที่มาใช้บริการ Too Fast To Sleep ก็ยังคงมีให้เห็นตลอดเวลา ผู้คนเริ่มทยอยมาเรื่อยๆ ตามเวลาที่ผ่านไปซึ่งหนึ่งผู้ที่มาใช้บริการสถานที่นี้เป็นประจำบอกว่าคนจะเยอะมากๆ ในช่วงค่ำคืน เรียกได้ว่ายิ่งดึกยิ่งเยอะ ราวกับว่าสถานที่นี้เป็นแหล่งรวมของบรรดานกฮูก (ทางความรู้) ในยามค่ำคืนเลยทีเดียว


        และเนื่องจากพื้นที่ของร้านกว้างขวางมากดังนั้นเราจึงสามารถเลือกมุมที่เหมาะสมสำหรับการทำงานของเราได้ซึ่งเท่าที่เห็นคนใช้บริการที่ร้านส่วนใหญ่มักจะเป็นบรรดานักเรียน นักศึกษามาอ่านหนังสือกันซึ่งแน่นอนว่าอาจจะมีเสียงพูดคุยให้ได้ยินมาบ้างประปราย ส่วนหากใครคิดอยากจะทำงานแบบเงียบๆ บริเวณมุมนอกชานน่าจะเป็นพื้นที่ๆ ดีที่สุดครับ


       สำหรับกาแฟที่ผมสั่งมาลิ้มลองในครั้งนี้เป็น Iced Espresso ครับ ซึ่งรสชาตินั้นต้องบอกตามตรงครับว่าไม่ได้เลิศเลอเหมือนร้านกาแฟพรีเมี่ยมขนาดใหญ่หรือร้านที่ขายกาแฟแท้ๆ แต่อย่างเดียวทั่วๆ ไปแต่ก็ไม่ถือว่าน่าเกลียดสักเท่าไหร่เพราะโอเคระดับหนึ่งเลยทีเดียวแต่ถ้าใครไม่อยากทานกาแฟสดเขาก็มีกาแฟซองแบบใส่น้ำร้อนหรือเครื่องดื่มพร้อมของขบเคี้ยวไว้บริการซึ่งหากเราซื้อของจากเขาเราสามารถนำใบเสร็จมาแลกรหัส WIFI สำหรับใช้งานในร้านได้ฟรีด้วยครับ


       เมื่ออ่านมาถึงบรรทัดนี้คงมีหลายคนคงอยากจะรู้ว่าเปิดให้ใช้บริการกันฟรีๆ แบบนี้เราไม่เจ๊ง ไม่ขาดทุนหรืออย่างไรซึ่งผมเองก็คงตอบไม่ได้ครับคงพูดได้แต่เพียงว่าดีใจที่เห็นบ้านเราเมืองเรายังมีร้านดีๆ แบบนี้อยู่เหมือนในต่างประเทศส่วนคำตอบของสิ่งที่ถามมานั้นผมเชื่อว่าป้ายนี้คงเป็นคำตอบที่ดีที่สุด ส่วนใครที่อยากไปใช้บริการร้าน Too Fast To Sleep นั้นการเดินทางก็สะดวกมากครับนั่งรถไฟใต้ดิน MRT ลงสถานีสามย่านฝั่งวัดหัวลำโพงแล้วเดินต่อไปอีกนิดเดียวก็จะเห็นป้ายของร้านขนาดใหญ่ตั้งเด่นเป็นสง่าเลยครับ สวัสดีครับ

                                                                                          กาลาโต้


วันพฤหัสบดีที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2556 | By: กาลาโต้

My Cup : 2556 ปีชงของคนกาแฟ


       ก่อนอื่นต้องขอกล่าวคำว่าสวัสดีปีใหม่ 2556 แด่พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ มิตรสหายคนรักกาแฟทุกคนนะครับ ปี 2256 นี้ขออย่าให้เจ็บ อย่าให้จน ขอให้รวยๆ เฮงๆ เซ้งลี้ฮ้อกันตลอดทั้งปีนะครับ @^_^@

       เรื่องต่อมาต้องกราบขออภัยแฟนๆ ทุกท่านที่ตั้งตารอคอยอ่านเรื่องใหม่ๆ ตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านของปีที่แล้ว (ถ้าจำไม่ผิดเรื่องสุดท้ายก่อนหายตัวน่าจะเป็นเรื่องแก้ว sweet tumbler) เนื่องจากว่างานค่อนข้างยุ่งมากอีกทั้งมีอารมณ์ตัวเป็นขนคอยตามหลอกหลอนจึงทำให้ไม่ได้อัำพ blog นานอย่างที่เห็น แต่อย่างไรก็ตามปีใหม่ ปี 2556 นี้่ตั้งใจ ตั้งปณิธานกับตัวเองไว้ว่าจะพยายามอัพเรื่องราวใหม่ๆ ให้ได้อ่านกันอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้งเพื่อให้แฟนๆ ที่ตั้งตารออ่านกันไม่เสียอารมณ์ ถ้าอย่างไรก็เป็นกำลังใจกันด้วยนะครับ!!!!


       ทีนี้มาขอเล่าถึงเรื่องที่จั่วหัวไว้ใน entry นี้กันบ้างดีกว่าครับ เรื่องของเรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อประมาณเดือนธันวาคมนี่แหละครับ เชื่อว่าคนรักกาแฟทุกคนที่ีโลดแล่นอยู่ในโลก social network ไม่ว่าจะเป็น twitter, facebook, instagram หรืออะไรก็ตามแต่คงจะได้รับข้อความหรืออ่านโพสต์ประเภททำนองที่ว่า "ปีหน้าเป็นปีชงวิธีแก้่คืองดกินกาแฟหรืองดทำกาแฟเองจะได้ไม่ต้องชง" หรือ "ปีหน้าคนที่ชงหนักที่สุดคือบาริสต้าเพราะต้องชงกาแฟทั้งปี" ประมาณนี้แหละครับ ผมเองเล่น facebook และ twitter มาหลายปีก็เพิ่งจะเห็นโพสต์แบบนี้ปีนี้มากเป็นพิเศษเหมือนกันไำม่รู้ว่าเป็นเพราะอิทธิพลจากเกมส์ I Love Coffee TH ด้วยหรือเปล่าก็ขำๆ กันดีครับแก้เครียดช่วงปีใหม่

       แต่ในความเป็นจริงที่ผมกำลังจะพูดถึงต่อไปนี้ก็คือมีนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงนักการตลาดหลายๆ ท่านต่างก็ทำนายแนวโน้มในปี 2556 ว่า "ธุรกิจกาแฟสด" ยังสามารถเติบโต ขยายตัวได้อีกในปีหน้า จะมีนักทานกาแฟหน้าใหม่ๆ ที่ยังคงหลงไหลในเจ้าเครื่องดื่มอันรื่นรมย์สีดำชนิดนี้ผันตัวมาเป็นเจ้าของกิจการ เป็นคนชงกาแฟกันมากขึ้น โดยเม็ดเงินอาจจะมากกว่าปี 2555 ที่ผ่านมา อ่านๆ ดูแล้วก็น่าชื่นใจนะครับที่เราจะได้มีโอกาสลิ้มลองกาแฟเจ้าใหม่ๆ รสชาติใหม่ๆ อีกหลายต่อหลายร้านกันในปี 2556 นี้ตามประสา coffee mania

       ในขณะที่ผมกำลังยินดีกับว่าที่เจ้าของธุรกิจกาแฟสดเจ้าใหม่ๆ ที่จะเข้ามาสร้างสีสรรค์ในวงการกาแฟในปีนี้ขณะเดียวกันเมื่อมองไปรอบๆ ตัว ผมพบว่ามีหลายกาแฟหลายต่อหลายร้านเลยทีเดียวครับ ที่จำต้องปิดตัว ปรับตัวหรือหายไปจากสารบบกาแฟสดที่เคยทำมา ไม่ว่าจะเป็นปิดถาวร ปิดชั่วคราวรอฟ้าหลังฝนค่อยมาเปิดใหม่หรือแม้แต่กระทั่งลดขนาดร้านค้าลงเพื่อลดต้นทุนและเพื่อให้สามารถดำเนินการต่อไปได้

       ร้านที่ผมกล่าวมาเหล่านี้อย่าเพิ่งทึกทักกันนะครับว่าที่อยู่กันไม่รอดเพราะว่ากาแฟห่วยแตก การบริการแย่ๆ หรือแม้กระทั่งไม่คำนึงถึงสภาพความพร้อมของตัวเอง ร้านที่เข้าข่ายแบบนี้ก็มีเยอะเหมือนกันผมยังคิดเลยว่าดีเหมือนกันเพราะสุดท้ายแล้วระบบจะคัดกรองและทำให้ร้านกาแฟที่เหลืออยู่เป็นร้านที่มีคุณภาพจริงๆ ไม่ได้เปิดกันเกร่อตามแฟชั่นเหมือนเมื่อหลายปีก่อน

       หากแต่ร้า่นที่ผมนึกเสียดายก็คือร้านกาแฟดีๆ ที่ผมรู้จักหลายร้านเลยทีเดียว ทั้งที่เคยรีวิวใน blog หรือไม่เคยรีวิวใน blog ที่จำต้องปิดตัวลงด้วยเหตุผลต่างๆ นาๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุผลที่ว่า "เพราะการแข่งขันสูงทำให้ไม่สามารถต่อกรหรือต่อสู้กับร้านกาแฟแบรนด์ขนาดใหญ่หรือเจ้าของร้านกระเป๋าหนักได้" เหตุผลนี้ช่างหน้าเจ็บปวดยิ่งนักครับ บางร้านโดนเบาๆ ก็แค่ปรับกลยุทธเฉือนกำไรที่มีอยู่แทบจะน้อยนิดหลังจากหักค่าใช้จ่ายๆ ต่างๆ ออกไปแล้ว เพื่อให้มีคนมาทานกาแฟมากขึ้น, บางร้านลดต้นทุน ลดแรงงานที่ไม่จำเป็น ลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยต่างๆ เพื่อให้ร้านตรึงราคาและคุณภาพไว้ให้กับลูกค้าที่รักกาแฟจริงๆ (อันนี้ขอยกย่อง) ส่้วนที่โดนหนักก็คงไม่ต้องพูดอะไรมากต่อให้บริการดีหรือชงกาแฟคุณภาพขนาดไหนแต่น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟสุดท้ายก็ต้องปิดตัวลงไปในที่สุด ถือว่าเป็นปีชงตามหลักโหราศาสตร์จริงๆ ขอคนกาแฟครับ แต่ถึงอย่างไรก็ตามผมในฐานะของคนธรรมดาๆ ที่ชอบทานกาแฟอร่อยๆ ดีๆ ที่ไม่ได้ยึดติดกับแบรนด์ต่างๆ มากนักก็ขอเป็นกำลังใจให้ร้านเหล่านั้นผ่านพ้นจุดวิกฤตไปได้ในที่สุดและกลับมาสู้ใหม่ กลับมาเป็นร้านกาแฟคุณภาพดังที่เคยเพราะลูกค้าอันเหนียวแน่นของพวกคุณยังรอพวกคุณอยู่ครับ!!! Fight Fight!!!

       ผมเชื่อว่าไม่ว่าปีนี้เศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร สถานการณ์ในวงการกาแฟของบ้านเราและตลาดโลกจะเป็นอย่างไร ฝนจะตก น้ำจะท่วมสักแค่ไหน ชีวิตของคนให้บริการอย่างเราๆท่านก็คงต้องดำเนินต่อไปตามวัฏจักรที่ควรจะเป็น ขอให้เชื่อมั่นและอดทนเรื่องต่างๆ ก็คงผ่านพ้นไปได้เหมือนเช่นปีที่ผ่านมา รวมถึง blog เรื่องของคนรักกาแฟ ด้วยที่ไม่ว่าจะเกิดอะไรก็จะพยายามสรรหาเรื่องราวดีๆ มาให้ได้อ่านกันอย่างสม่ำเสมอ อาจจะไม่มากเหมือนเว็บอื่นๆได้แต่ขอรับรองได้ว่าไม่น้อยกว่าปีที่ผ่านมาแน่นอนครับ สวัสดีครับ

                                                                                                                         กาลาโต้

       ปล.

1.สำหรับแฟนๆ เรื่องของคนรักกาแฟทุกท่านครับ ตอนนี้ร้าน Acoustic Coffee ที่เคยแนะนำไปเขาเปิด 24 ชั่วโมงแล้วและตอนนี้มีโปรโมชั่นพิเศษคือแจกบัตรลด 20% สำหรับการใช้บริการที่ร้าน Acoustic Coffee ตั้งแต่เวลา 00.00-06.00 น.ตลอดเดือนมกราคมนี้ครับ บัตรมีจำนวนจำกัด ใครอยากได้ให้ไปที่ร้าน Acoustic Coffee บอกว่ามาจาก blog เรื่องของคนรักกาแฟ มารับบัตรลด 20% รับรองได้ทุกท่านครับ



2.สำหรับแฟนๆ เรื่องของคนรักกาแฟทุกคนที่กลัวว่าตัวเองจะชงหรือไม่ ดวงชะตาปี 2556 จะดีหรือเปล่าสามารถเข้าไปที่แฟนเพจ "เรื่องของคนรักกาแฟ" http://www.facebook.com/kafeme ได้ครับ แค่กดไลค์ (กรณีที่ยังไม่เคยกดไลค์) และโพสต์โดยพิมพ์คำว่า "ขอรับบัตรฟันธงการ์ด" ตามด้วยชื่อร้านกาแฟที่อยากให้ไปรีวิว เพียงแค่นี้ก็ได้รับบัตร funtong card สำหรับการทำนายดวงชะตาโดยหมอลักษณ์ ฟันธง มูลค่า 99 บาทฟรีๆ ครับ มีจำกัดเพียง 30 ท่านเท่านั้นนะครับ สนับสนุนของรางวัลโดยเว็บพูนพรพระเครื่อง (http://www.poonbhorn.com) ต้องขอขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้ครับ
วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 | By: กาลาโต้

Cupping Street : Third Place ดีๆ สำหรับคนรักกาแฟ


       แนวคิด "Third Place" หรือ "สถานที่พักพิงที่ 3" ของร้านกาแฟระดับพรีเมี่ยมเจ้าใหญ่อย่าง starbucks ดูจะประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นเลยทีเดียวโดยสังเกตได้จากปัจจุบันผู้คนนิยมใช้บริการร้านกาแฟต่างๆ เป็น Third Place รองจากบ้านและที่ทำงาน ใช้สถานที่ๆ 3 นี้เป็นแหล่งพักผ่อน ชาร์จพลังจากการทำงาน ผ่อนคลายความตึงเครียดหรือแม้กระทั่งเป็นสถานที่ทำงานเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศก็มี ดังนั้นจงอย่าแปลกใจที่เห็นร้านกาแฟที่มีที่นั่งในแต่ละร้านจะเต็มไปด้วยผู้คนทุกเพศ ทุกวัย ไปชุมนุมในสถานที่แห่งนั้นจนบางครั้งในร้านที่ดังๆ เรียกได้ว่าต้องยืนรอโต๊ะนั่งกันเลยทีเดียวและสำหรับวันนี้ผมก็มี Third Place ดีๆ สำหรับคนรักกาแฟมาฝากกันครับ เชื่อได้ว่าร้านกาแฟแห่งนี้ใครได้อ่านแ้ล้วอยากไปกันแน่นอนเพราะจัดได้ว่าเป็น Third Place ที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายอย่างแท้จริง นั่นก็คือร้าน Acoustic Coffee ครับ


       ร้าน Acoustic Coffee ถือเป็นร้านกาแฟน้องใหม่ร้านหนึ่งที่เพิ่งเปิดให้บริการกันไม่นาน โดยถือฤกษ์เอาชัยวันที่ 11 พฤษภาคม 2555 ที่ผ่านมาประเดิมเปิดร้านให้คอกาแฟอย่างเราได้ไปลิ้มลองกัน ซึ่งถึงแม้จะเปิดได้ไม่นานก็อย่าเพิ่งดูแคลนกันว่าจะอร่อยหรือดีจริงหรือไม่เพราะผมเองได้ไปทดสอบมาแล้วและต้องบอกว่า "ไม่ธรรมดา" เลยทีเดียวครับ


       แนวคิด Third Place หรือ "ขอเพียงที่พัก (ใจ)" ของร้าน Acoustic Coffee ปรากฏให้เห็นชัดเจนเมื่อเดินเข้าไปในร้าน เพราะบรรยากาศการตกแต่งร้านดูโปร่งสบายๆ อีกทั้งร้านยังมีบริเวณชั้น 2 ที่เปิด open air เหมือนดาดฟ้าสำหรับคนที่ชอบบรรยากาศธรมชาติเดิมๆ ได้นั่งกันตามอัธยาศัย ดังนั้นร้าน Acoustic Coffee จึงเปรียบได้กับ "บ้านอีกหลังหนึ่ง" ของเราอย่างแท้จริง


       กลับมายังบริิเวณชั้นล่างของร้าน การเลือกชุดเก้าอี้โทนสีที่แมทซ์กับการตกแต่งร้านและการจัดชั้นหนังสือและเคาน์เตอร์สั่งกาแฟมีความสมดุลและกลมกลืนกันอย่างไม่ขัดเขิน ช่วยสร้างความรู้สึกอบอุ่นให้กับผู้ที่มาทานกาแฟได้เป็นอย่างดีและเมื่อบวกกับอัธยาศัยและไมตรีอันอบอุ่นของพนักงานและเจ้าของร้านก็ทำให้สถานที่แห่งนี้เป็น Third Place ได้อย่างสมบูรณ์


       สำหรับกาแฟที่ผสมสั่งมาดื่มในวันนี้เป็น Iced Macadamia Latte ครับ ความหอมของ syrup ผสมเข้ากับกาแฟคุณภาพดีอย่างลงตัว เมื่อจิบแรกเข้าไปก็สามารถรับรู้ได้ถึงความหอมและรสชาติของกลิ่นผลไม้ในปากและเมื่อทานคู่กับ "ครัวซองแฮมชีส" ที่เป็นสินค้า Best Seller อีกตัวของร้านก็ยิ่งทำให้ช่วงเวลาพักผ่อนของเรามีความสุขมากยิ่งขึ้น ส่วนเพื่อนของผมเจ้าเดิมลองสั่ง Iced Americano มาชิมก็ไม่ผิดหวังเพราะรสชาติกาแฟออกมาเข้มข้นตามมาตรฐานของ Americano แท้ๆ ดังนั้นผมจีงบอกไว้ตั้งแต่ต้นเรื่องล่ะครับว่าอย่าดูแคลนร้านที่เพิ่งเปิดใหม่ เพราะถ้าไม่มีดีจริงคงไม่กล้ามาเปิดร้านอย่างแน่นอน


       จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของร้าน Acoustic Coffee ที่ผมถือว่าเป็นไฮไลท์หลักของร้านและยิ่งตอกย้ำความเป็นสถานที่พักผ่อนให้กับบรรดาคอกาแฟได้อย่างแท้จริงนั่นก็คือทุกวันเสาร์ช่วงเวลาประมาณ 18.30-20.00 น. ทางร้านเค้าจะมีดนตรี acoustic มาเล่นให้ฟังกันสดๆ ในบรรยากาศสบายๆ และเราสามารถขอเพลงที่เราต้องการในช่วงเวลานั้นๆ ได้อีกด้วยครับ


       เป็นอย่างไรกันบ้างล่ะครับเพียงแค่นี้ร้าน Acoustic Coffee พอที่จะเป็น Third Place สำหรับเราชาวคอกาแฟได้หรือยัง ถ้าใครมีโอกาสไปแถว Major Cineplex รัชโยธินอยากให้ลองแวะไปสักครั้งเพราะอยู่เลย Major รัชโยธินไปหน่อยเดียวส่วนใครที่มารถโดยสารประจำทางยิ่งง่ายเลยครับเพราะอยู่ตรงป้ายรถเมล์เลยหาไม่ยากครับ และหากใครที่จะมาดื่มกาแฟพร้อมฟังเพลงแนะนำให้มาวันเสาร์ช่วงเย็นครับ รับรองว่าได้รับความสุข ความทรงจำดีๆ กลับบ้านไปนอนฝันดีแน่นอน


       ถึงแม้ว่าร้านกาแฟใหญ่จะกลายเป็น Third Place ในปัจจุบันสำหรับพวกเรา ให้พวกเราได้นั่งพักผ่อน ให้พวกเราได้นั่งทำงาน หรือแม้กระทั่งให้พวกเราได้นั่งรอฆ่าเวลาก็ตามทีแต่อย่างไรก็อย่าลืมใจเขาใจเรานะครับใช้เวลา ณ สถานที่เหล่านี้แต่พอดี พอประมาณ เพราะว่าทางร้านเหล่านี้เองเขาก็มีค่าใช้จ่ายของร้านเช่นกันบางคนพากันมา 10 คนสั่งกาแฟแก้วเดียวนั่งนานเป็นชั่วโมง บางคนกาแฟแก้วเดียวเอาโน้ตบุคมาชาร์จไฟนั่งทำงานแถมพาคนมาสอนพิเศษรวมๆเวลาแล้ว 4 ชั่วโมง แบบนี้ก็ไม่ไหวเช่นกันครับจริงอยู่ว่าทางร้านอาจจะไม่พูดอะไรแต่ว่าในฐานะคนนั่งก็ควรดูตามความเหมาะสมครับ ถ้าร้านเขาอยู่ได้พอมีกำไรเราก็จะได้มี Third Place ดีๆ ให้พักอาศัยกันไปนานๆ ครับ


       พระเจ้าอวยพรครับ............


                                                                              กาลาโต้
วันอังคารที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2555 | By: กาลาโต้

Cupping Street : ความสุขโดยสังเขป

       เมื่อเร็วๆ นี้ผมมีโอกาสได้ฟังบทสัมภาษณ์คุณ "หนุ่มเมืองจันท์" คอลัมน์นิสต์ชื่อดังเจ้าของหนังสือ best seller อย่าง ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ โดยผู้สัมภาษณ์คือคุณสุรนันท์ เวชชาชีวะ เกี่ยวกับเรื่อง "ความสุข ณ จุดที่ยืนอยู่" มีอยู่ตอนหนึ่ง คุณหนุ่มเมืองจันท์ได้กล่าวถึงความสุขไว้อย่างน่าฟังว่า

       "คนเรามีชีวิตในวันหนึ่งๆ 24 ชั่วโมง ใช้เวลานอน หลับตาไปแล้ว 8 ชั่วโมง เหลือเวลาลืมตาอีก 16 ชั่วโมงถ้าเราทำงานครึ่งหนึ่้งของชีวิตที่ลืมตาไม่มีความสุขก็เท่ากับคุณใช้ชีวิตครึ่งหนึ่งของคุณไม่มีความสุข เพราะความสุขเป็นพลังทำให้เรามีชีวิตอยู่ต่อไป" ฟังแล้วได้แง่คิดดีครับ!



       ผมเชื่อว่าในวันหนึ่งๆ คนเราทุกคนต้องมี คิดมี หรือแม้กระทั่งอยากมีเวลาส่วนตัวเป็นของตัวเองบ้างไม่มากก็น้อย ไม่ว่าจะเอาไว้คิดเรื่องงาน เอาไว้ผ่อนคลายความตึงเครียด หรือแม้กระทั่งเอาไว้สงบสติอารมณ์ ถือเป็นสิ่งที่ดีครับ สำหรับตัวผมเองนั้น เวลาดังกล่าวมักจะเป็นเวลาที่ผมอยู่ในร้านกาแฟหรือเวลาที่ผมดื่มกาแฟ เพราะเวลานั้นผมจะรู้สึก "สงบ" และ "มีสติ" ที่สุด เวลาดังกล่าวมักจะช่วยทำให้ความคิดของผมตกผลึกและมีหลายครั้งทีเดียวที่ทำให้ผมคิดงานดีๆ ออกมาได้และแน่นนอนที่สุดคือ "มันทำให้ชีวิตผมมีความสุข"


       ร้าน "Your Time Since Now" ที่ผมจะพูดถึงในวันนี้ก็เป็นร้านกาแฟอีกร้านหนึ่งที่ถือกำเนิดขึ้นเป็นบทความจากความคิดอันตกผลึกของผมขณะที่ใช้เวลานั่งดื่มกาแฟ ณ ร้านแห่งนี้ โดยร้าน Your Time Since Now นี้ มีสิ่งดึงดูดใจบรรดาคอกาแฟและบรรดาคนที่เดินผ่านไปมานับตั้งแต่การจัดหน้าร้านที่ใช้บริเวณด้านล่างของคอนโดมีเนียมตกแต่งอย่างสวยงามจนกลายเป็นร้านกาแฟสไตล์เมืองนอกเย้ายวนชวนใจให้เข้าไปลิ้มลองได้ไม่น้อยไปกว่าชื่อของร้านที่เล่นเกี่ยวกับเวลา (ชื่อร้านแปลได้ว่า "เวลาของคุณเริ่มต้นแล้ว ณ ตอนนี้ : ผู้เขียน)

       แรกเห็นด้านนอกให้ความรู้สึกที่ดีแล้ว เมื่อเดินเข้าไปด้านในร้านจะพบกับบรรยากาศที่ดูอบอุ่น หรูหรา ทว่าแฝงไปด้วยความสบายๆ อย่างเป็นกันเอง โต๊ะแต่ละโต๊ะมีการจัดวางอย่างลงตัวดูไม่อึดอัด สร้างความรู้สึกผ่อนคลายให้เหมือนช่วงเวลาดังกล่าวเป็นเวลาพักผ่อนที่แท้จริงของเรา


       สิ่งที่น่าสังเกตอีกอย่างคือบริเวณหน้า counter จะมีนาฬิกาบอกเวลาของประเทศต่างๆ อยู่หลายเรือน แสดงว่าเจ้าของร้านเลือกที่เล่นกับ "เวลา" เป็น theme หลักของร้าน ซึ่งถือว่าเป็นจุดขายที่ดีเลยทีเดียวและเท่าที่สังเกตดูลูกค้าส่วนใหญ่ที่มาใช้บริการจะเป็นชาวต่างชาติเสียส่วนใหญ่ซึ่งอาจจะเป็นเพราะการตกแต่งร้านจึงทำให้ชาวต่างชาติรู้สึกคุ้นเคยกับบรรยากาศของร้านที่เหมือนกับตอนอยู่ต่างประเทศก็เป็นได้

       กลับมาถึงเรื่องเครื่องดื่มกันบ้าง ผมสั่ง Ice Latte หวานน้อยมาลิ้มลอง รสชาติกาแฟที่นำมาเสริฟมีความหอมในกลิ่นนมที่ผสมกับกลิ่นกาแฟเพียงแต่ว่าเมื่อดื่มไปแล้วรสชาติกาแฟรู้สึกเข้มข้นน้อยไปนิด ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะกาแฟที่ใช้มีรสชาติอ่อนหรือแรงกดกาแฟของบาริสต้าสาวมีน้อยเกินไปหรือไม่แน่ว่าจริงๆแล้วกาแฟอาจจะมีรสชาติปกติแบบที่คนธรรมดาทั่วไปกินอยู่แล้ว แต่ผมเป็นคนกินเข้ม เลยทำให้รู้สึกว่ากาแฟแก้วนี้ไม่ค่อยเข้มข้นเหมือนร้านอื่นๆ ที่ผ่านมา แต่โดยสรุปแล้วรสชาติถือว่าอยู่ในขั้นใช้ได้ครับ

       อีกอย่างที่อยากจะแนะนำสำหรับคนตื่นเช้าก็คือร้าน Your Time Since Now นี้เค้าเอาใจบรรดาคนตื่นเช้าและพนักงานออฟฟิศด้วย breakfast set กันตั้งแต่ 7 โมงเช้า ให้ได้บริโภคเติมพลังงานทางกายและพลังงานทางใจให้เปี่ยมล้นกันก่อนที่จะไปเผชิญกับเรื่องราวต่างๆมากมายที่รออยู่เบื้องหน้า ในราคาที่ไม่แพง ใครอยากลิ้มลองก็มาได้ครับ

       ร้าน Your Time Since Now นี้หาง่ายครับอยู่บริเวณชั้นล่างของ Rajvithi City Resort ซึ่งอยู่ติดกับสวนสันติภาพอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเลยครับ รับรองไม่หลงแน่นอน

       ความสุขของแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกันแต่ผมเชื่อว่า "ทุกคน" อยากจะมีความสุขด้วยกันทั้งนั้นแหละครับถ้าเลือกได้ แต่เนื่องจากชีวิตจริงของคนเราไม่มีใครที่จะมีความสุขแต่เพียงอย่างเดียวและก็ไม่มีใครหรอกที่จะมีแต่ความทุกข์ล้วนๆ ดังนั้นสิ่งที่เราควรทำคือ "สุขก็เตรียมไว้ว่าความทุกข์คงตามมาอีกไม่ไกล" และ "เพราะคนเรามีความทุกข์มันจึงทำให้เราได้รู้สึกคุณค่าของความสุข" ทั้งสองอย่างนั่นและครับคือ "ความสุขโดยสังเขป" ของผม.....สวัสดี


                               
                                                                                  กาลาโต้









วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2555 | By: กาลาโต้

Cupping Street : ร้านกาแฟแซบ Mitte Coffee

       "พ่อค้าแซบ" กลายเป็นฉายาล่าสุดที่ฮิตติดปากสำหรับหนุ่ม "บอส" เจ้าของและหุ้นส่วนร้านกาแฟรวมไปถึงเป็นชื่อเรียกติดหูของร้าน Mitte Coffee ไปโดยปริยายทันที เมื่อรายการยอดฮิตทางเคเบิ้ลทีวีและอินเตอร์เน็ตอย่าง "เทยเที่ยวไทย" มาถ่ายทำเยี่ยมเยือนร้าน ทำให้ไม่แปลกใจเลยว่าในแต่ละวันจะมีทั้งคอกาแฟและบรรดาสาวๆ น้อยใหญ่แวะเวียนมาที่ร้านกันอย่างไม่ขาดสาย มีทั้งที่ไปกินกาแฟจริงๆและไปเพื่อแอบเหล่พ่อค้าแซบอย่างเป็นล่ำเป็นสัน แต่ใครจะรู้บ้างว่าร้าน Mitte Coffee นี้เค้ามีชื่อเสียงมานานแล้วก่อนที่จะออกรายการเสียอีก เรียกได้ว่าใครผ่านมาเมืองทองธานีบ่อยๆ ย่อมต้องเคยเห็นป้ายร้านหรืออาจเคยมาลิ้มลองกันบ้างแล้วอย่างแน่นอนรวมไปถึงนักศีกษามหาวิทยาสุโขทัยธรรมาธิราชที่ตั้งอยู่บริเวณนั้นอีกด้วย

       สัญลักษณ์กระรอกขี่หลังนกฮูกเป็นโลโกที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดของร้าน Mitte Coffee เมื่อเราเข้ามาจากบริเวณทางเข้าเมืองทองธานี โดยเป็นร้านขนาด 1คูหา ซึ่งชั้นแรกและชั้น 2 เป็นโซนกาแฟและขายของกิฟท์ชอปทั่วไป ส่วนชั้นบนเป็นโรงเรียนกวดวิชาภาษาจีนและบริษัททัวร์ เรียกได้ว่าในตึกๆเดียวมีความหลากหลายมากมายให้เลือกกันเลยทีเดียว


       สัมผัสแรกเมื่อเข้าไปในร้านพบว่าร้านมีลักษณะที่โปร่ง นั่งสบาย แสงไฟจากโคมไฟหลายดวงในร้านช่วยทำให้ร้านมีความสว่าง ดูไม่อึดอัด มีการจัดร้านด้วยสไตล์ที่หรู เรียบง่าย เหมือนกับอยู่บ้าน เมื่อมองไปยังหน้า counter จะพบขวด Syrup ชนิดต่างๆ วางเรียงรายกัน และเมื่อมองไปด้านบนจะพบกับเมนูเครื่องดื่มของร้านที่มีมากมายให้เลือกสรร ทั้งกาแฟในแบบธรรมดาที่เราคุ้นเคยกันอย่างเช่น Espresso, Americano, Cappuncino เหล่านี้เป็นต้น แต่ที่เด็ดสุดเห็นจะเป็นเครื่องดื่มในเมนู Special Latte ที่มีมากกว่า 10 เมนูเย้ายวนชวนให้ลิ้มลองอาทิ Macademia White Choc Latte, Sweet Heart Latte, Banana Latte, Almond Amaretto Latte etc. โดยเครื่องดื่มเหล่านี้จะเป็นเครื่องดื่มผสม syrup เป็นหลักและมีลักษณะเฉพาะตัวตามชื่อนั้นๆ และนอกจากนี้ยังมีเครื่องดื่มประเภท ชา smoothie และ cocktail ให้เป็นทางเลือกสำหรับคนที่ไม่ทานกาแฟอีกด้วย

       เนื่องจากว่าเพิ่งเคยมาเยี่ยมเยือนร้าน Mitte Coffee เป็นครั้งแรก ดังนั้นเครื่องดื่มที่สั่งจึงขอเป็นแบบธรรมดามาตรฐานก่อนนั่นก็คือ Ice Latte ซึ่งเพียงไม่กี่อึดใจ กาแฟที่สั่งก็มาอยู่ด้านหน้าพร้อมให้ลิ้มลอง ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกาแฟที่เพิ่งบดและผ่านน้ำร้อนจากเครื่องชง Espresso ระดับคุณภาพ ทำให้ดูท่าว่ากาแฟแก้วนี้คงจะไม่ธรรมดาเสียแล้ว

       จิบแรกที่ได้ลิ้มลองทำให้รู้สึกได้ถึงความกลมกล่อมของกาแฟที่สดใหม่ผสมผสานกับรสชาติของนมได้อย่างลงตัว รสชาติกาแฟติดอยู่ที่ลิ้นและในคออยู่เป็นเวลานาน อีกทั้งระดับความขมของกาแฟก็อยู่ในปริมาณที่พอดี ไม่ขมจนเกินไป สามารถทานได้แม้ไม่ต้องเติมน้ำเชื่อม ส่วนเพื่อนผมที่สั่ง Ice Americano ถึงกับเอ่ยปากบอกว่าเป็น Americano ที่ดีที่สุดหนึ่งในไม่กี่ร้านที่กินแล้วติดใจในรสชาติ ขนาดนั้นเลยทีเดียวครับ
       ตลอดระยะเวลากว่า 2 ชั่วโมงที่นั่งอยู่ในร้าน เราได้เห็นภาพของคนที่เข้ามาซื้อกาแฟกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นขาประจำที่มาใช้บริการกันเป็นประจำสังเกตได้จากการที่ลูกค้าพูดคุยและทักทายกับเจ้าของร้านอย่างเป็นกันเอง ที่มาจากรายการทีวีแนะนำก็มีให้เห็นบ้าง (น่าจะมาดูพ่อค้าแซบเป็นหลัก) แต่ก็ประปราย เป็นส่วนน้อยถึงน้อยที่สุด ซึ่งผมว่าต่อให้ไม่มีรายการใดๆมาโปรโมท โฆษณาร้าน Mitte Coffee ก็สามารถอยู่เลี้ยงตัวเองได้แล้วครับ

       สำหรับผมและคอกาแฟแล้วผมเชื่อว่าการที่เราจะเลือกร้านกาแฟดื่มสักร้านหนึ่งคงไม่ได้ดูถึงความ "แซบ"หล่อหรือสวยของเจ้าของร้านเป็นหลัก หากเพียงแต่เราแค่ต้องการกาแฟดีๆ กาแฟอร่อยๆ สักแก้ว ที่เมื่อเราดื่มแล้วได้รู้สึกถึงความเป็นกาแฟแท้ๆ ผมว่านั่นแหละคือความ "แซบ" ที่แท้จริงของคอกาแฟ ส่วนเรื่องความสวย ความงามของคนขายถือเป็น "มูลค่าเพิ่ม" หรือ "ของแถม" ครับ เห็นด้วยไหมครับ!

 
                                                                                                              กาลาโต้
วันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2555 | By: กาลาโต้

Cupping Street : Farm Design ในวันฝนตก


       ในที่สุดก็ก้าวเข้าสู่ฤดูฝน.....!
      
       ในบรรดาฤดูทั้งหมดของประเทศไทยผมชอบฤดูฝนมากกว่าฤดูอื่นๆ เพราะถึงแม้ว่าฝนจะนำมาซึ่งความเลอะเทอะ เฉอะแฉะและความลำบากในการเดินทาง แต่ขณะเดียวกันฝนก็นำมาซึ่งความชุ่มฉ่ำ อุดมสมบูรณ์ด้วยเ่ช่นเดียวกัน มีหนังหลายเรื่องที่จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นจากฝนในขณะที่หนังอีกไม่น้อยเลือกที่จะจบฉากด้วยด้วยฉากฝน ซึ่งนั่นอาจะเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า "ฝน" มีความหมายและเป็นอะไรได้หลายๆอย่าง เป็นได้มากกว่าสภาพที่ความร้อนกระทบกับไอเย็นแล้วกลั่นตัวออกมาเป็นหยดน้ำ หากแ่ต่ ฝนยังหมายถึงความหวังของชาวไร่ ชาวนา ฝนหมายถึงสิ่งที่พึ่งพาของชาวเกษตรกรรม ส่วนผมแล้วตอนนี้ "ฝน" เป็นที่มาที่ทำให้ได้บทความในตอนนี้ครับ......


       เพราะเหตุที่ฝนตกกระหน่ำอย่างไม่ลืมหูลืมตาทำให้ไฟฟ้าบริเวณแถวบ้านดับสนิทยาวนานหลายชั่วโมง ถึงแม้ว่าอากาศจะเย็นสบายแต่ด้วยทนความเงียบเหงาไม่ไหวจึงทำให้ต้องฝ่าสายฝนไปหากาแฟสักแ้ก้วดื่มเติมเต็มความเหงาและเสริมบรรยากาศโดยออกเดินทางด้วยรถไฟฟ้าใต้ดินไม่ถึง 5 นาทีก็ถึงจุดมุ่งหมายเซ็นทรัลพระราม 9 ร้าน Farm Design


       ร้าน Farm Design นี้ผมเองเคยผ่านทุกครั้งที่มาเซ็นทรัลพระราม 9 หากแต่ไม่มีโอกาสได้แวะเวียนได้แต่เพียงเล็งๆ เอาไว้จนกระทั่งวันนี้ฤกษ์งามยามดีจึงได้เข้าไปใช้บริการท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายได้บรรยากาศไปอีกแบบ


       จุดเด่นของร้าน Farm Design ไม่ได้อยู่ที่ประวัติความเป็นมาของร้านที่เป็น story แต่อย่างใด แต่สำหรับคนไทยแล้วสิ่งที่สร้างความน่าสนใจให้กับร้าน Farm Design เองนั้นก็คือการเลือกที่จะนำเอา "นมฮอกไกโด" และ "ชีสเค้ก" มาเป็นพระเอกและนางเอกของร้านนั่นเองครับ ซึ่งสร้างความนิยมได้ไม่น้อยเลยทีเดียวสำหรับบรรดาผู้ที่ชื่นชอบชีสเค้กและนมฮอกไกโด อีกทั้งผลิตภัณฑ์ของที่นี่แทบจะทุกชิ้นล้วนแล้วแต่ผลิตจากชีสและนมฮอกไกโดทั้งสิ้นไม่เว้นแม้แต่ "กาแฟ"


       "Whaite Mocha Latte" เป็นเครื่องดื่มที่ผมเลือกที่จะสั่งในวันนี้โดยสั่งเคียงคู่กันกับ Choco Mooo Cheese Cake ในขณะที่คนรู้ใจของผมสั่ง Hot Chocolate มาทาน ซึ่งแน่นนอนว่าของทั้งหมดที่สั่งมีส่วนผสมของนมฮอกไกโดทั้งสิ้น


       เพียงจิบแรกที่ได้ดื่ม White Mocha Latte นั้นก็สมามารถสัมผัสได้ถึงรสชาติของนมฮอกไกโดที่เข้ากันกับกาแฟและช็อคโกแลตอย่างกลมกล่อม กลิ่นหอมของนมผวมผสานเข้ากับไซรัปได้อย่างลงตัว ความหวานมันของเครื่องดื่มเข้ากับ Choco Mooo Cheese Cake ได้อย่างพอดิบพอดี ดังนั้นกาแฟและของหวาน set ที่สั่งในวันนี้สำหรับผมถือว่า "สอบผ่าน" ครับ


       ในส่วนของ Hot Chocolate นั้น จัดว่าใช้ได้ดีเลยทีเดียว โกโก้ชั้นดีเมื่อชงรวมกันกับนมฮอกไกโดสามารถเรียกความอบอุ่นและพลังงานให้กลับมาท่ามกลางความหนาวเหน็บจากสายฝนได้เป็นอย่างดี


       ระหว่างที่จิบกาแฟรอฝนขาดเม็ดอยู่นั้น เมื่อมองไปนอกหน้าต่างร้าน มีเรื่องราวให้ชวนคิดมากมาย ผมชอบนะครับบรรยากาศแบบนี้ นั่งดื่มกาแฟอยู่ริมหน้าต่าง มองบรรยากาศภายนอกท่ามกลา่งฝนที่ตกลงมา ใครที่เคยอยู่ในห้วงอารมณ์นี้คงทราบดีว่า "สุนทรีย์ขนาดไหน".....สวัสดีครับ


                                                                                     กาลาโต้