แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บาริสต้า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บาริสต้า แสดงบทความทั้งหมด
วันอาทิตย์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2560 | By: กาลาโต้

ควันหลง บรรยากาศงาน Coffee Viva 2017 "ดี" แต่ยังไม่ "ที่สุด" !


คนรักกาแฟทุกท่าน

       เป็นที่ทราบกันดีนะครับว่าห้างสรรพสินค้าซีคอนแสควร์ ศรีนครินทร์เขาได้จัด Event งาน "Coffee Viva" ขึ้นมาตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน เรื่อยมาจนกระทั่งถึงวันที่ 8 ตุลาคม 2560 โดยมีการโปโมทโฆษณาออกมาในหลายๆ สื่อด้วยกันสร้างความสนใจให้กับคนรักกาแฟอย่างเราๆ ท่านๆ ได้ไม่น้อยซึ่งผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ไปงานที่ว่านี้ด้วยคาดหวังที่จะพบร้านกาแฟมากมายมาออกร้านเหมือนกับงานกาแฟทั่วไปแต่ก็ต้องผิดหวังไปเล็กน้อยครับเมื่อไปถึง "เพราะไม่เป็นไปตามที่คาด"


       สิ่งที่ทำให้ผมออกอาการผิดหวังเล็กน้อยไม่ได้อยู่ที่ร้านกาแฟที่นำมาออกบูธนะครับเพราะร้านกาแฟที่นำมาออกบูธแต่ละร้านนั้นบอกเลยครับว่าเป็น professional กันแทบทั้งสิ้นแต่ผมเองนั้นไม่เข้าใจว่าในเมื่อเป็นงานกาแฟแต่เหตุไฉนเอร้านขายของอื่นๆ มาปนด้วยอาทิเช่นของแต่งบ้าน สัตว์เลี้ยง เป็นต้นซึ่งผมเองพยายามคิดเข้าข้างว่า theme ของเขาอาจจะประมาณ Coffee In The Garden อะไรประมาณนี้แต่ทว่าทำไมต้องใช้คำนำหน้าว่า "Coffee" ผมเองเชื่อว่าคอกาแฟเห็นแบบนี้คงออกอาการงง


       ก็แค่บ่นให้ฟังไม่มีอะไรมาก!! คราวนี้เรากลับมาสู่เรื่องที่จั่วหัวไว้กันต่อโดยตัดเรื่องจุกจิกที่ว่านี้ออกไปกันดีกว่าครับ!


       งาน Coffee Viva ที่จัดขึ้นในครั้งนี้ต้องบอกครับว่าโดยรวมใช้ได้อยู่มีคนที่สนใจในเรื่องกาแฟไปเยี่ยมชมกันพอสมควรส่วนร้านรวงที่มาเปิดถึงแม้ว่าจะมีเพียงแค่ไม่กี่เจ้า แต่ทว่าแ่ละร้านก็ไม่ธรรมดาเลยนะครับไม่ว่าจะเป็นร้านปังหลังมอ ที่มีกระแสในโลกโซเชียลไม่น้อย, ร้าน 53 coffee ที่นำเอาแชมป์ Thailand Barista มาเป็นตัวชูโรง, ร้าน Double Shot ที่มีจุดขายอยู่ที่ที่นั่งสบายๆ พร้อมกับเสิร์ฟด้วยกาแฟแคปซูลแนวๆ Nespresso, ร้าน Anaya Coffee Society ที่มีจุดเด่นอยู่ที่กาแฟออแกนิคและกาแฟดริป ซึ่งเมื่อร้านทั้งหมดนี้มารวมตัวกันดูรวมๆ แล้วมีเสน่ห์มากพอที่จะทำให้จุดด้อยที่กว่ามาข้างต้นสลายหายกลายเป็นสายลมไปได้







       ผมเองหวังเป็นอย่างยิ่งครับว่าถ้าหากมีการจัดงานในแนวนี้ขึ้นมาอีกครั้งในคราวหน้า ผู้จัดงานเองควรเน้นไปที่เรื่องของกาแฟให้มากกว่านี้จะเป็นการดีมากและไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีคนมาเดินงานหรอกครับเพราะคนไทยสมัยนี้ "บริโภคกาแฟ" กันมากกว่าบริโภคนมเสียอีกครับ

                                                                                                                       กาลาโต้
วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2559 | By: กาลาโต้

สิ่งที่บาริสต้าอยากให้คุณรู้

เบื้องหลังกาแฟแก้วหอมกรุ่น และบรรยากาศน่านั่ง “บาริสต้า” ผู้เสิร์ฟเครื่องดื่มดีๆ ให้กับคุณ มีอะไรอยากจะบอก

เรื่องนี้...บาริสต้าขอ


1. ตอนสั่งกาแฟ หลีกเลี่ยงการสั่งกาแฟเป็นภาษาสตาร์บัค หากคุณไม่ได้อยู่ร้านสตาร์บัค ขอให้ใช้คำศัพท์ทั่วไป และหากเป็นไปได้ อย่าก้มหน้าดูมือถือเช็คเฟสบุค ขณะที่กำลังสั่งกาแฟ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้ามีคนยืนต่อคิวคุณอยู่

2. ตอนรอเครื่องดื่ม กาแฟเป็นเรื่องของศิลปะ จึงต้องใช้เวลาในการชงและประดิษฐ์ ขอให้ลูกค้าอดทนรอกันหน่อย นอกจากนี้บาริสต้าก็อยากคุยกับลูกค้าทุกคน แต่ถ้าในขณะนั้นมีออเดอร์เยอะ ก็อาจจะต้องก้มหน้าก้มตาชงกาแฟอย่างเดียว

3. หากบาริสต้าชงผิด กาแฟในมือคุณไม่ได้มีรสชาติหรือสเปคอย่างที่คุณสั่ง คุณสามารถนำกลับไปให้บาริสต้าชงใหม่ได้ ดีกว่าที่จะเดินออกจากร้านไปแล้วบ่น โดยที่บาริสต้าไม่รู้อะไรเลย
4. คำขอบคุณของลูกค้ามีความหมายเสมอ แม้จะเป็นช่วงเวลาที่บาริสต้ายุ่งมากๆ ก็ตาม พวกเขาก็ยังอยากได้ยินคำขอบคุณจากคุณ

5. นั่งนาน หากคุณตั้งใจจะใช้เวลาที่ร้านเป็นเวลานาน ช่วยสั่งเครื่องดื่มทางร้านบ้างจะดีมากๆ

6. ทิปส์และการจ่ายเงิน การให้ทริปกับบาริสต้าช่วยให้พวกเขามีกำลังใจทำงานอีกเยอะเลย

7. สเปคกาแฟแบบละเอียดยิบ เช่น กาแฟร้อนที่ 178 องศา อาจทำให้บาริสต้างง และทำได้เพียงแค่ใช้น้ำร้อนมากในการชงเท่านั้น

8. แก้วเซรามิค หากคุณวางแผนไว้ว่าจะนั่งที่ร้านเป็นเวลานาน บาริสต้ายินดีจะเสิร์ฟกาแฟในแก้วเซรามิคให้ ลูกค้าจะได้เอ็นจอยกับรสชาติกาแฟมากกว่า แถมทางร้านก็ได้ลดขยะด้วย

9. บาริสต้ากังวลเมื่อไม่เห็นคุณ เมื่อคุณเป็นลูกค้าประจำของร้านกาแฟ แต่ไม่ได้แวะไปที่ร้านเหมือนทุกๆ วัน บาริสต้าจะเริ่มกังวลว่าคุณหายไปไหน

จะว่าไปแล้ว บาริสต้าเป็นงานที่ไม่ง่าย เพราะเท่ากับว่าต้องทำทั้งงานศิลปะ และงานบริการในคราวเดียว ดังนั้น ครั้งต่อไปที่คุณแวะร้านกาแฟ หลังจากชิลล์กับเครื่องดื่มผสมคาเฟอีนหอมกรุ่น และพร้อมนอนดึก เพื่อบันเทิงไปกับ M88  แล้ว อย่าลืมมอบรอยยิ้มและมิตรภาพให้กับพวกเขา การให้ความร่วมมือ และเป็นลูกค้าที่น่ารัก ก็จะช่วยให้บาริสต้ามีกำลังใจในการทำงาน และชงกาแฟรสชาติดีให้กับคุณได้อีกเยอะ


วันเสาร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2559 | By: กาลาโต้

Ristr8to : "เพราะการเป็นแชมป์ไม่ใช่เรื่องง่าย!!"

สวัสดีคนรักกาแฟทุกท่านครับ



ต้องสารภาพตามตรงว่าหนังสือ "Restr8to" ที่ผมนำมารีวิวในบทความตอนนี้เป็นหนังสือที่ค้างมาจากการซื้อในงานสัปดาห์หนังสือเมื่อปีที่ผ่านมาพอได้มาก็วางเอาไว้ไม่ได้สนใจจนกระทั่งช่วงนี้พอมีเวลาว่างจึงได้หยิบขึ้นมาอ่านจึงได้รู้ว่า "พลาดอย่างแรง" ที่ไม่ได้อ่านตั้งแต่ตอนต้นเพราะหนังสือเล่มนี้นั้นถือเป็นยาชูกำลังและสร้างกำลังใจให้กับผู้ที่มีความฝันเป็นอย่างดี

เมื่อเราพูดถึง Barista เชื่อว่าคอกาแฟทุกคนย่อมจะรู้ดีว่าหมายถึงพนักงานชงกาแฟแต่จะมีสักกี่คนกันครับที่รู้ว่า Barista นั้นต้อง "มี" อะไรที่มากกว่าการชงกาแฟ ไม่ว่าจะเป็นความรู้เรื่องกาแฟ ทักษะในการชงกาแฟ วิธีในการทำ Latte Art วิธีการจัดการกับลูกค้านานาประเภทและที่สำคัญที่สุดคือ "ต้องมีความฝัน"!!!



ผมรู้ดีครับว่าการที่คนตัวเล็กๆ สักคนหนึ่งจะฝันใฝ่ว่าอยากเป็นนักชงกาแฟหรือบาริสต้าระดับโลกมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยเพราะทุกอย่างในโลกนี้ "มันไม่มีอะไรที่ง่ายดายไปเสียทุกอย่าง" แต่เชื่อไหมครับว่าความฝันและความพยายามอย่างยิ่งยวดนั้นจะกลายเป็นแรงผลักดันให้คนๆ หนึ่งได้ก้าวขึ้นมาจนกระทั่งกลายเป็นแชมป์ลาเต้อาร์ตลำดับที่ 6 ของโลกและนี่คือเรื่องราวของ "อานนท์ ฐิติประเสริฐ" เจ้าของร้าน Ristr8to ที่บันทึกไว้ในหนังสือเล่มที่มีชื่อเดียวกัน

ผมเองไม่ขอเปิดเผยเนื้อในหนังสือเล่มนี้มากครับเพราะอยากให้ทุกท่านลองรู้จักเขาผ่านตัวหนังสือมากกว่าว่ามีความเป็นมาอย่างไรและกว่าที่จะก้าวไปถึงจุดนั้นเขาต้องพยายามแค่ไหนแต่ผมรับรองได้เลยครับว่าเมื่ออ่านจบเราจะได้รู้จักกับ "เขาคนนี้ในระดับหนึ่ง" ที่อาจจะเป็นแรงบันดาลใจให้ใครอีกหลายๆ คนลองลุกขึ้นมาทำสิ่งใหม่ๆ รวมไปถึงตัวผมด้วย



และหากใครอยากรู้เรื่องราวทางด้านวิชาการของกาแฟแล้วล่ะก็หนังสือเล่มนี้ก็มีสอดแทรกให้อ่านเป็นระยะๆ เพื่อเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศด้วยครับ

ท้ายที่สุดนี้ผมเองขอปิดบทความที่ "ต๋อง" หรือ "อานนท์ ฐิติประเสริฐ" เจ้าของเรื่องได้พูดเอาไว้ในหนังสือเล่มนี้ว่า "บาริสต้าคือคนที่เชื่อมระหว่างกาแฟกับคนกินเข้าด้วยกัน" เพื่อใ้ห้แฟนานุแฟนของผมทุกท่านไปหาอ่านกันต่อว่าทำไม "ต๋อง" จึงเชื่อเช่นนั้น

สวัสดีครับ

                                                                                                            กาลาโต้
วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2558 | By: กาลาโต้

ความรู้สึกจากบาริสต้าที่ส่งผ่านมาทางรายการทีวี : สายลับจับแกะ


 
     สวัสดีคนรักกาแฟทุกท่านครับ ต้องยอมรับครับว่ารายการที่เกี่ยวข้องกับกาแฟในช่วงปีนี้นั้นมีน้อยกว่าปีก่อนๆ มากซึ่งก็อาจจะเป็นเพราะเหตุปัจจัยอะไรหลายๆ อย่างแต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าวงการกาแฟของเราจะลดหรือเสื่อมความนิยมลงนะครับ

       จนกระทั่งวันที่ 8 กันยายน 2558 ที่ผ่านมาช่วงค่ำผมเองได้มีโอกาสเปิดรายการเกมโชว์รายการหนึ่งจากช่อง Workpoint TV ซึ่งก็คือรายการสายลับจับแกะที่เป็นรายการนำเอาคนจากสาขาอาชีพต่างๆ มานั่งปะปนกับคนที่ไม่ได้อยู่ในสาขาอาชีพเดียวกันโดยในตอนที่ว่านี้เป็นอะไรที่น่าสนใจมากครับเพราะเป็นตอนที่เกี่ยวข้องกับอาชีพ “บาริสต้า”

       ในรายการมีผู้เข้าร่วมแข่งขันจำนวนทั้งสิ้น 4 คนแต่  1 ใน 4 คนนี้เป็นคนที่ไม่ใช่บาริสต้าและทำอาชีพบาร์เทนเดอร์จึงเป็นหน้าที่ของผู้เข้าแข่งขันที่ต้องหาว่าใครคือบาร์เทนเดอร์ตัวจริงซึ่งก็สร้างความสนุกสนานให้กับผู้ชมและผมไม่น้อยครับ

       แต่ที่ผมชอบมากที่สุดในเทปนี้ก็คือคำถามปิดสุดท้ายก่อนที่จะชี้ตัวว่าใครเป็นบาร์เทนดอร์ที่คุณโจอี้ บอย พิธีกรหลักของรายการถามผู้เข้าแข่งขันว่า “อะไรคือจุดสูงสุดของการเป็นบาริสต้าและที่ผ่านมาการเป็นบาริสต้าให้อะไรกับคุณบ้างนอกจากรายได้” ซึ่งผมมองว่าเป็นคำถามที่น่าสนใจและคำตอบของผู้เข้าแข่งขันทุกท่านก็น่าจะเป็นคำตอบเดียวกันกับคนรักกาแฟและผู้ที่คิดอยากจะเปิดร้านกาแฟตัวจริง แต่ว่าแต่ละคนจะตอบว่าอย่างไรนั้นผมขออนุญาตไม่เฉลยตรงนี้และอยากให้ทุกท่านดูด้วยตาและได้ยินกับหูตัวเองมากกว่าครับเพราะผมเชื่อว่าเมื่อได้รับรู้แล้วคุณจะเข้าใจอาชีพนี้มากกว่าเดิม

                                                                                                         กาลาโต้
 หมายเหตุ : ดูได้จากวีดีโอด้านบนเลยครับ ^^
วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 | By: กาลาโต้

My Cup : ประเภทของเครื่องชงกาแฟ Nestle Dolce Gusto



สวัสดีคนรักกาแฟทุกท่านสืบเนื่องจากบทความก่อนหน้าที่ผมได้มีการนำเสนอและพูดถึงเครื่องชงกาแฟของ Nestle Dolce Gusto รุ่น Genio Titanium หรือที่ในวงการเรียกว่ารุ่น Genio 2 ไปก็ทำให้แฟนานุแฟนของผมหลายท่านอยากที่จะหามาเป็นเจ้าของบ้างเพราะเนื่องจากว่าดูการรีวิวแล้วกาแฟที่ได้ออกมามีความสวยงามราวกับมือาชีพแถมสนนราคาค่าตัวของมันก็ไมได้แพงอะไรมากมายมีเงินไม่กี่พันบาทก็สามารถจับจองเป็นเจ้าของกันได้แล้วดังนั้นจึงได้มีการค้นหาข้อมูลก่อนไปซื้อจริงซึ่งก็พบปัญหาคือเจ้าเครื่องชงแนวเดียวกันกับของ Nestle Dolce Gusto นั้นมีมากมายหลายตัวมากทั้งที่เป็นแบรนด์ของ Nestle เองและของทำเทียมเลียนแบบเมื่อมีเสียงบ่นโอดครวญมาเช่นนี้ดังนั้นในบทความตอนนี้ผมขอนำเสนอเครื่องชงกาแฟของ Nestle Dolce Gusto กันครับว่าในบ้านเราประเทศเรานี้มีให้เลือกหาใช้กันกี่แบบ



เริ่มจากเครื่องชงกาแฟรุ่นแรกกันก่อนเลยดีกว่าครับซึ่งก็คือรุ่น Genio!

เจ้าเครื่องชงกาแฟแคปซูลของ Nestle Dolce Gusto รุ่น Genio นี้ถือได้ว่าเป็นเครื่องชงกาแฟแคปซูลต้นแบบของ Nestle เลยก็ว่าได้ครับโดยปัจจุบันเจ้าเครื่องรุ่น Genio 1 ได้มีการเลิกผลิตและปรับปรุงใหม่จนกระทั่งเป็นเครื่องรุ่น Genio 2 ซึ่งก็คือรุ่นที่ผมได้เคยรีวิววเอาไว้นั่นเองซึ่งในปัจจุบันนี้มีให้เลือกด้วยกัน 2 แบบครับคือ Genio Red และ Genio Titanium



สำหรับจุดเด่นของเครื่องชงกาแฟรุ่น Genio นี้ก็คือความสามารถในการชงกาแฟแก้วใหญ่ระดับ XL ได้ภายในครั้งเดียวซึ่งการซึ่งการชงได้ในครั้งเดียวนี่แหละครับที่ทำให้รสชาติของกาแฟออกมาดีรวมไปถึงคุณสมบัติของแรงดันของเครื่องที่สามารถทำครีมาออกมาได้อย่างสวยงาม เนียนนุ่ม



ส่วนเครื่องชงกาแฟของ Nestle Dolce Gusto รุ่นต่อมาก็คือ Nescafe Dolce Gusto Circolo ครับ
เครื่องชงกาแฟรุ่น Circolo ที่ว่านี้จะเน้นในเรื่องของการออกมาที่ดูแปลกตาและล้ำหน้าทันสมัยซึ่งนั่นก็คือคอนเซปต์ของเครื่องชงกาแฟรุ่นนี้โดยลักษณะภายนอกของมันจะมีลักษณะกลมจนเกือบมน รูปร่างคล้ายคลึงกับหมวกกันน็อคใบใหญ่ตรงกลางมีที่สำหรับวางแก้วกาแฟเพื่อรองรับน้ำกาแฟที่ไหลผ่านออกมา



จุดเด่นของเครื่องชงกาแฟรุ่นนี้จะอยู่ที่ Automatic Function หรือระบบอัตโนมัติในการชงกาแฟด้วยการเลื่อนลูกกลิ้งโครเมี่ยมให้ระดับน้ำอยู่ในระดับของชนิดกาแฟเพียงแค่นี้ก็นั่งรอให้น้ำกาแฟหยดลงแก้วจนเสร็จก็จะได้เครื่องดื่มที่น่าพิศมัยที่เราเรียกกัน Perfect Shot นั่นเองครับ

และก็เช่นเคยเจ้าเครื่องชงกาแฟ Circolo ที่ว่านี้มีให้เลือกด้วยกัน 2 แบบคือ Circolo Black และ Circolo Red ครับซึ่งเจ้าตัวย Circolo นี้ผมกำลังติดต่อขอเครื่องมารีวิวอยู่ซึ่งก็ได้รับความอนุเคราะห์ดังนั้นในบทความตอนหน้าเราจะมาดูกันครับว่าเจ้าเครื่องชงกาแฟ Circolo นั้นใช้งานได้ดีเท่าเครื่องรุ่น Genio หรือไม่ครับและส่วนใครที่ใจร้อนอยากจะรู้เรื่องราวของเจ้าเครื่องที่ว่านี้ก่อนใครก็ไปดูกันได้ครับที่ http://nescafedolcegusto.popsho.ps/th/machines.html  ครับเพราะเขามีเครื่องชงกาแฟจาก Nestle Dolce Gusto ทุกแบบให้ได้ดู ได้ชมกัน

                                                                                                                        
                                                                                                                กาลาโต้
วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2558 | By: กาลาโต้

Cupping Street : Ten Thirty Cafe กาแฟก็ดี (ผู้ชายก็) มีให้ดู



สวัสดีครับคนรักกาแฟทุกท่าน ผมเองเชื่อเหลือเกินครับว่าสำหรับคนที่ไปดื่มกาแฟตามร้านกาแฟต่างๆ นั้นส่วนใหญ่แล้วมักจะมีเหตุผลสำคัญคือเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด ผ่อนคลายความเหนื่อยล้า หรือแม่แต่นั่ง slow life ก่อนที่จะไปทำอย่างอื่นซึ่งคงต้องบอกเลยครับว่ากาแฟนั้นมีส่วนช่วยให้คุณๆ ได้ผ่อนคลายความเครียดดังกล่าวได้ส่วนหนึ่งและถ้าหากบรรยากาศภายในร้านชวนให้นั่ง ชวนให้มองแล้วล่ะก็รับรองได้ว่าเป็นอะไรที่สุดยอดมากเลยทีเดียวดังนั้นในบทความตอนนี้ผมจึงขอนำทุกท่านไปรู้จักกับร้านกาแฟร้านหนึ่งที่ถึงแม้ว่าเปิดมาไม่นานแต่ก็มีคนพูดถึงและกล่าวขวัญเป็นอย่างมากเพราะนอกจากกาแฟที่เป็นอาหารปากที่สุดยอดแล้ว เรื่องอาหารตาก็มีให้อิ่มเองด้วยไม่แพ้กันซึ่ง “Ten Thirty Café” ก็คือร้านที่ผมพูดถึงนั่นเอง



ร้าน Ten Thirty Café นั้นต้องถือว่าเป็นร้านกาแฟน้องใหม่ที่มาแรงเลยทีเดียวครับเพราะเนื่องจากว่าเป็นร้านกาแฟที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงที่อยู่ย่านกลางเมืองโดยอยู่ฝั่งตรงข้ามกับโรงภาพยนตร์เมเจอร์ รัชโยธิน พอดิบ พอดีดังนั้นสถานที่แห่งนี้จึงเป็นสถานที่ Hang Out นั่งเล่นฆ่าเวลาก่อนหนังจะเข้าโรงหรือเป็นสถานที่นัดพบปะเพื่อนฝูงได้เป็นอย่างดีและที่สำคัญพวกฟรีแลนซ์ที่ต้องการสถานที่ทำงานแบบชิลๆ หรือพวกนักเรียนนักศึกษาที่อยากหาสถานที่อ่านหนังสือหรือทำรายงานที่นี่ถือว่าเป็นแหล่งสวรรค์เลยครับและด้วยสถานที่ๆ กว้างขวางและบรรยากาศดีนี้เองทำให้องค์กรหลายองค์กร บริษัทหลายบริษัทเลือกที่จะใช้ร้าน Ten Thirty café นี้จัดงานอบรมสัมมนากันอยู่เสมอๆ



แต่นั่นเป็นจุดเด่นที่ยังไม่โดดเด่น!



เพราะจุดเด่นของร้าน Ten Thirty Café ที่ทำให้คอกาแฟและคนที่ไม่ใช่คอกาแฟโดยเฉพาะอย่างยิ่งสาวๆ รู้จักร้านนี้กันอย่างรวดเร็วก็คือบรรดาบาริสต้าหล่อ หุ่นดี หน้าตาน่ารัก ที่มีคิวผลัดเวรกันมาทำกาแฟอร่อยๆ ให้ทานกันนั่นเองครับซึ่งทันทีที่มีการพูดถึงในโลก Social Media ได้ไม่นานก็มีคนมาเยี่ยมเยียนร้านกาแฟร้านนี้อย่างไม่ขาดสายบ้างก็มาชิมกาแฟ บ้างก็มาชิมอาหารตาซึ่งก็ว่ากันไปครับ



หลังจากที่ได้มีการพูดคุยและหาข้อมูลของร้าน Ten Thirty Café ทั้งจากสื่อต่างๆ และลงพื้นที่จริงจึงทำให้รู้ว่าเจ้าของกิจการนั้นเคยเปิดบริษัททำออแกไนเซอร์มาก่อน จากนั้นเมื่อมาเปิดร้านกาแฟก็ดึงเอาบรรดานายแบบนางแบบในสังกัดมาร่วมงานด้วยเพื่อเป็นจุดเติมเต็มของร้านกาแฟเพราะทางเจ้าของกิจการเองมีความเชื่อว่าการที่พนักงานหน้าตาดี บริการดี บรรยากาศดี กาแฟดี จะทำให้การรับประทานกาแฟในมื้อนั้นๆ ดีที่สุดซึ่งก็ถูกต้องเลยทีเดียวครับ



มาถึงตอนนี้หลายคนที่ไม่เคยไปใช้บริการอาจจะสงสัยและคิดในใจว่าคงจะเป็นเพียงแค่เอารูปร่างหน้าตามาเป็นจุดขายแต่การชงกาแฟก็งั้นๆ ซึ่งต้องบอกว่าคิดผิดครับเพราะบาริสต้าโมเดลทีเป็นนายแบบนางแบบเหล่านี้ต้องมีการเข้าคอร์สฝึกอบรมการชงกาแฟจนถึงขั้นเป็นบาริสต้าจริงๆ ได้เสียก่อนจึงจะมายืนหน้าเคาน์เตอร์ได้ไม่อย่างนั้นแล้วต้องให้หล่อให้สวยแค่ไหนหมดสิทธิ์ครับและก็ต้องบอกว่ากาแฟของเขานั้นอร่อยจริง อะไรจริงครับ



พูดไปจะหาว่าเชียร์ จะหาว่าโม้ เอาเป็นว่า หากใครอยู่ใกล้หรือมีโอกาสไปดูหนังแถวก็ลองไปใช้บริการดูนะครับเพราะกาแฟที่นี่ราคาถูกกว่าค่าตั๋วหนังสักเรื่องหนึ่งอีก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากใครไปในช่วง 4 โมงเย็นถึงเที่ยงคืนซึ่งเป็นช่วงที่บาริสต้าโมเดลออกมาชงกาแฟด้วยแล้วรับรองได้ว่าได้ทั้งอิ่มท้องและได้ทั้งอิ่มตาอย่างแน่นอน



ส่วนคำถามสุดท้ายที่ถามมาว่าทำไมต้องชื่อ Ten Thirty นั้นก็เพราะว่า

“เวลา 10.30 น.นั้นเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดกับการดื่มกาแฟ” นั่นเองครับ!

                                                                                                                   กาลาโต้
วันเสาร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2558 | By: กาลาโต้

Cupping Street : First Espresso แก้วแรกที่คุณเลือก



ผมเชื่อเหลือเกินครับว่าการได้ดื่มกาแฟที่ทำจากฝีมือของบาริสต้าเก่งๆ นั้นคงเป็นความใฝ่ฝันของคอกาแฟแทบทุกคนและโดยเฉพาะอย่างหากเป็นบาริสต้าที่มีดีกรีเป็นถึงแชมป์บาริสต้าระดับประเทศแล้วล่ะก็ไม่ว่าใครต่อใครก็อยากมีโอกาสลิ้มลองด้วยกันทั้งสิ้นแต่เป็นที่น่าเสียดายครับที่ว่าแชมป์บาริสต้าในบ้านเราส่วนใหญ่นั้นมักจะมีค่าย มีสังกัดควบคุมอยู่ ถ้าไม่ใช่ร้านกาแฟขนาดใหญ่แบรนด์ใหญ่ ก็มักจะเป็นบุคลากรจากโรงแรมชื่อดัง ดังนั้นเมื่อได้แชมป์แล้วบาริสต้าเหล่านี้ก็จำเป็นต้องกลับไปทำงานให้ตามต้นสังกัดดังเดิม ไม่มีโอกาสได้โชว์ฝีมือตามความฝันอย่างที่ต้องการให้นักชิมทั่วไปได้ลิ้มลองซึ่งผมเองก็เป็นหนึ่งในบุคคลเหล่านั้นครับที่ยังไม่มีโอกาสได้ลิ้มลองฝีมือของแชมป์บาริสต้าเลยสักคนเดียวแต่ก็ยังโชคดีครับที่ยังมีร้านกาแฟอยู่ร้านหนึ่งที่สืบทอดฝีมือมากจากแชมป์บาริสต้าโดยตรงเพราะเนื่องจากว่าเป็นร้านที่แชมป์บาริสต้าผู้นี้ออกมาเดินตามความฝันด้วยการเปิดร้านกาแฟและโรงเรียนสอนชงกาแฟเป็นของตัวเองซึ่งร้านกาแฟที่ว่านี้ก็คือร้าน First Espresso


ร้าน First Espresso ที่เป็นร้านกาแฟของแชมป์บาริสต้าประเทศไทยถึง 2 สมัยซ้อนด้วยกันคือปี 2009 และปี 2010 ซึ่งก็คือคุณเบญญาภา เนาวรรณ์ หรือคุณจีจี้นั่นเองครับโดยปัจจุบันร้าน First Espresso นั้นมีอยู่ด้วยกัน 2 สาขาคือสาขามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และสาขามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออกวิทยาเลขจักรพงษ์ภูวนาถซึ่งเป็นสาขาที่เรานำเสนอในวันนี้ครับ


ร้านกาแฟ First Espresso สาขานี้ตั้งอยู่หน้าถนนระหว่างสถาบันบันเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออกจักรพงษ์ภูวนาถกับโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรีโดยเปิดทำการทุกวันตั้งแต่เวลา 7.00 น. ถึง 20.00 น.


สำหรับรูปแบบการจัดร้านนั้นก็เหมือนกันกับร้านกาแฟสดทั่วๆ ไปโดยมีการจัดโต๊ะ เก้าอี้ไว้ให้ลูกค้านั่งได้อย่างเต็มพื้นที่เรียกได้ว่ารองรับลูกค้าได้มากพอสมควร


ส่วนจุดเด่นของร้านกาแฟร้านนี้เห็นทีคงจะหนีไม่พ้นรสชาติของกาแฟเป็นแน่แท้เพราะเนื่องจากว่าพนักงานชงกาแฟของที่นี่ทุกคนต้องผ่านการอบรมชงกาแฟมาจากโรงเรียนสอนการชงกาแฟสด Benyapa Coffee Academy ที่คุณจีจี้เองเป็นเจ้าของอยู่ด้วยดังนั้นเรื่องรสชาติของกาแฟที่นี่จึงเป็นอันเชื่อใจได้ครับว่าอร่อยอย่างแน่นอน


สำหรับรายการเครื่องดื่มของร้านนี้เขามีอยู่ด้วยกันหลายอย่างครับไม่ว่าจะเป็นกาแฟ โกโก้หรืออื่นๆ รวมไปถึงกาแฟ Alien Coffee ที่ถือเป็น Signature Drink ของที่นี่เขาด้วยส่วนสนนราคานั้นก็อยู่ในระดับปานกลางครับคือตั้งแต่ 40 บาทขึ้นไปเรียกได้ว่าราคานี้ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนหรือนักศึกษาก็สามารถจับจ่ายซื้อมาดื่มได้และนอกจากนี้เขายังมีโปรโมชั่นยอดฮิตอย่างบัตรสะสมแต้ม 10 แถม 1 ให้คอกาแฟได้เก็บแต้มกันอีกด้วยครับ


มาถึงตอนนี้ผมเองก็ไม่รู้หรอกครับว่ารสชาติของกาแฟที่ออกมาจากฝีมือแชมป์บาริสต้าระดับประเทศจะมีรสชาติเป็นอย่างไรแต่สำหรับผมแล้วแค่เพียงลูกศิษย์ของแชมป์สืบทอดตำรามาชงกาแฟอร่อยๆ  ให้ผมได้ชิมอย่างร้าน First Espresso แค่นี้ก็เพียงพอแล้วครับ ส่วนจะได้ชิมฝีมือแชมป์บาริสต้าโดยตรงหรือไม่นั้นสุดแท้แต่วาสนาครับ

                                                          กาลาโต้


วันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2558 | By: กาลาโต้

Cupping Street : ดื่มแล้วอิน ที่ Fin Coffee


        ก่อนอื่นต้องกล่าวคำว่าสวัสดีปีแพะแด่พี่ๆ เพื่อนๆ คนรักกาแฟทุกท่านครับ ในปี 2558 นี้ขอให้ทุกท่านสุขภาพดี มีความสุข มีเงินใช้ ไปร้านกาแฟใดก็ขอให้เจอแต่ร้านกาแฟที่ดี ได้ทานกาแฟที่มีรสชาติถูกปากกันนะครับ ซึ่งหลังจากห่างหายกันไปในช่วงเทศกาลปีใหม่วันนี้ผมเองก็กลับมาทำหน้าที่ตามเดิมและประเดิมปี 2558 ด้วยร้านกาแฟสุดฟินที่มีชื่อว่า “Fin Coffee”


Fin Coffee นั้นเป็นร้านกาแฟสดแบบ Stand Alone ขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ในชัยภูมิที่ค่อนข้างจะเหมาะสมเพราะตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียงกับประตูทางออกด้านหลังของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย อยู่ในบริเวณโซนศูนย์อาหารด้านนอกดังนั้นแน่นอนว่ากลุ่มลูกค้าเป้าหมายส่วนใหญ่จึงน่าจะเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งนี้มากกว่ากลุ่มเป้าหมายอื่น


สำหรับจุดเด่นที่เป็นที่สะดุดตาของร้านกาแฟแห่งนี้เห็นทีคงจะหนีไม่พ้นป้ายโฆษณาที่เป็นธงญี่ปุ่นรูปลิงน่ารักๆ ชวนให้ลองเข้าไปใช้บริการ


เมื่อเข้ามาสู่ด้านในแม้ว่าสถานที่จะไม่ใหญ่มากเท่าไหร่แต่ก็มีการจัดที่นั่งไว้เป็นสัดส่วนอย่างลงตัวโดยมีทั้งที่นั่งแบบเป็นโต๊ะโซฟาขนาดเล็กและเป็นเคาน์เตอร์บาร์สำหรับนั่งทานคนเดียวดังนั้นในเรื่องของสถานที่จึงผ่านฉลุยครับ


ทีนี้มาถึงเมนูกาแฟและเครื่องดื่มกันบ้างโดยเครื่องเดื่มของที่นี่นั้นส่วนใหญ่แล้วก็จะมีชนิดที่เป็นหลักๆ เช่นเดียวกับร้านกาแฟสดทั่วไปเช่น Espresso Capunncino Mocha Latte หรือแม้แต่กระทั่งชาก็มีพวกชาเขียว ชามะนาว ชาดำ เครื่องดื่มช็อคตโกแลตและสมูทตี้ต่างๆ ไม่มีเมนูพิเศษที่เป็น signature ของร้านแต่อย่างใดส่วนสนนราคานั้นก็ถือว่าอยู่ในระดับมาตรฐานคือตั้งแต่ 40 บาทขึ้นไปตามแต่ชนิดของเครื่องดื่ม


ด้านรสชาตินั้นผมเองสั่ง Espresso เย็นหวานน้อยเพื่อมาลองชิมซึ่งรสชาตินั้นก็โอเคในระดับหนึ่งครับแต่ก็ยังให้ความรู้สึกว่าความเข้มข้นของกาแฟอยู่ในอัตราที่น้อยไปหน่อยแต่ก็พอหยวนๆ ได้ครับเพราะเนื่องจากว่าเพิ่งเปิดใหม่พนักงานเองอาจจะยังไม่มีความชำนาญพอแต่โดยรวมแล้วก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ใช้ได้ครับ

ดังนั้นหากใครอยากจะมาลองชิมกาแฟร้านนี้ก็สามารถมาลองกันได้ทุกวันตามพิกัดที่ผมให้ไว้นี้ ส่วนท่านใดจะชิมไปแชะ (ภาพ) ไปแล้วอัพขึ้น social media ก็สามารถทำได้ทันทีครับเพราะเนื่องจากว่าร้านนี้เขามี Wifi ฟรีไว้บริการอีกด้วย

ส่วนในบทความตอนหน้านั้นผมจะพาทุกท่านไปพบกับร้านกาแฟอีกร้านหนึ่งที่อยู่ในบริเวณที่ใกล้เคียงกันซึ่งร้านกาแฟร้านนี้มีดีตรงที่เจ้าของร้านเป็นถึงแชมป์บาริสต้าประเทศไทยหลายสมัย พูดแบบนี้แล้วเชื่อว่าคงอยากรู้แล้วสินะครับงั้นอดใจไว้รอชมกันตอนหน้าดีกว่า

                                 กาลาโต้


วันพุธที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2557 | By: กาลาโต้

Outside World : Have You AJOed Today?



       สวัสดีพี่ๆ เพื่อนๆ คนรักกาแฟทุกท่านครับ วันนี้ผมมีบทความน่าสนใจดีๆ ที่แม้ไม่เกี่ยวข้องกับกาแฟโดยตรงก็ตามแต่ก็ถือว่าเป็นปรากฎการณ์ที่กำลังเป็นที่ระบาดมากในต่างประเทศพอสมควรมาให้ได้อ่านกัน ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวที่ว่านี้ถือเป็นการส่งต่อความดีหรือ Pay It Forward อย่างหนึ่งที่น่าสนใจมากดังนั้นผมขอเรียกปรากฎการณ์ที่ว่านี้ว่า "AJO Phenomenon" หรือ ปรากฎการณ์ AJO ก็แล้วกันครับ


       จุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดนี้เริ่มขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2556 เมื่อลูกสาวของครอบครัว โอ'นีล (O’Neills) ที่ชื่อว่า Alyssa J O’Neill ได้ล้มป่วยด้วยโรคลมชักหรือลมบ้าหมู ซึ่งอาการของเธอในขณะนั้นอยู่ในขั้นที่เรียกได้ว่าเป็นอันตรายต่อชีวิตมาก ตัวเธอเองก็คงทราบดีว่าอาจมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานจึงได้ SMS ข้อความไปบอกแม่ของเธอว่าอยากให้แม่ของเธอพากินไป Pumpkin Spice Latte หรือ กาแฟลาเต้ฟักทองของร้าน Starbucks สักครั้งหนึ่งซึ่งแม่เธอก็รับปากแต่ยังไม่ทันได้ไปด้วยกัน Alyssa ก็มาเสียชีวิตไปเสียก่อน

       เมื่อจัดงานศพของ Alyssa เสร็จสิ้นลงไปแล้ว แม่ของ Alyssa ก็คิดอยากที่จะทำความฝันก่อนตายของลูกสาวให้เป็นจริงถึงแม้ว่า ณ วันนี้จะไม่มีเธออยู่บนโลกนี้แล้วก็ตามเธอจึงได้ตัดสินใจไปที่ร้านกาแฟ Starbucks สาขาที่ใกล้บ้านเธอพร้อมกับสั่งกาแฟ Pumpkin Spice Latte ให้กับคนที่ไม่รู้จักในร้านจำนวนทั้งสิ้น 40 แก้วโดยขอให้ทาง Barista ของร้านช่วยเขียน Hashtag คำว่า #AJO (ย่อมาจากคำว่า Alyssa J. O'Neill ซึ่งเป็นชื่อของลูกสาวเธอ) ติดข้างแก้วเพื่อเป็นการแสดงความระลึก


       ถ้าเรื่องราวจบลงแค่ตรงนี้ก็ไม่น่าจะเป็นกิจกรรม Pay it forward ที่โด่งดังสักเท่าไหร่ แต่เมื่อผู้จัดการและพนักงานร้าน Starbucks ได้ทราบความประสงค์และเรื่องราวทั้งหมดจากแม่ของ Alyssa พวกเขารู้สึกชื่นชมในความตั้งใจของเธอมากจึงได้ตัดสินใจร่วมกันทำ Pumpkin Spice Latte สมทบเพื่อแจกให้กับลูกค้าให้ฟรีเพิ่มอีก 50 แก้ว เท่านั้นแหละครับจึงเกิดปรากฎการณ์ AJO ขึ้นและเมื่อข่าวนี้ได้แพร่หลายออกไปจึงมีคนติด Hashtag #AJO กันมากขึ้นๆ และกลายเป็นเรื่อง Talk Of The Town ระดับโลกในที่สุด


       นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนกระทั่งบัดนี้การทำความดีโดยไม่หวังผลตอบแทนหรือการส่งต่อความดีหรือส่งต่อความสุขให้กับคนอื่นๆ แบบ #AJO นั้นก็ไม่ได้อยู่แค่เพียงการแจกเครื่องดื่มแบบที่ Starbucks ได้ทำเท่านั้นแต่ยังแพร่ระบาดไปยังเรื่องอื่นๆ อีกด้วยไม่ว่าจะเป็นการจ่ายเงินค่าของขวัญคริสต์มาสที่คนอื่นค้างไว้ การช่วยเหลือคนอื่นในเรื่องที่พอจะช่วยได้เป็นต้น โดยมีการติด Hashtag #AJO เพื่อเป็นที่ระลึกแก่ Alyssa อีกด้วย


       ในปัจจุบันคำว่า AJO ได้กลายเป็นคำ Slang ที่ใช้พูดในความหมายว่าการทำความดีให้กับสังคมโดยไม่หวังผลตอบแทนเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ ดังนั้นหากเราไปยังต่างประเทศแล้วมีคนพูดถึง AJO ก็ขอให้รู้ไว้เลยครับว่าเขากำลังพูดถึงการทำดีหรือการส่งต่อความดีให้กับผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทนซึ่งเข้าทำนอง Pay It Forward นั่นเองและนับวันในโลกสังคมไซเบอร์ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Twitter, Instagram หรือแม้แต่ Pinterest ก็ยังมีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับ AJO มากขึ้นและต่อเนื่องขึ้นเรื่อยๆ โดยสามารถลอง Search จาก Hashtag คำว่า #AJO ดูก็ได้ครับ

       ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่หนึ่งในตัวอย่างของการทำดีแบบ Pay It Forward ที่นับวันเริ่มจะมีน้อยลงๆ ในโลกใบนี้ครับ ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีในปัจจุบัน ว่าแต่ว่าวันนี้ คุณ Have You AJOed Today? บ้างหรือยังครับ @^_^@


                                                                                                          กาลาโต้