แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ cupping street แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ cupping street แสดงบทความทั้งหมด
วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2558 | By: กาลาโต้

คุยเฟื่องเรื่อง Capsule ตอนแรก



สวัสดีคนรักกาแฟทุกท่านครับหากยังพอจำกันได้ผมเองได้พูดถึงเรื่องของเครื่องชงแบบ capsule หรือที่เราเรียกกันว่าเครื่องชงแบบ Nespresso ไปหลายตอนก็มีแฟนานุแฟนใน facebook สอบถามมาว่าเมื่อนำเสนอเรื่องของเครื่องชงกาแฟแล้วเหตุใดจึงไม่นำเสนอเรื่องราวของตัวกาแฟที่เป็น capsule บ้างเพื่อที่ว่าเวลาพวกเขาตัดสินใจซื้อเครื่องชงกาแฟจาก Nestle Dolce Gusto จะได้เลือกซื้อกาแฟไปในคราวเดียวกันเลยซึ่งก็เป็นเรื่องจริงครับดังนั้นในบทความตอนนี้ผมจะพาทุกท่านไปรู้จักกับกาแฟที่เป็น Capsule ครับว่าตัวไหนมีลักษณะอย่างไรเพื่อให้ตรงกับไลฟ์สไตล์และความต้องการของเรา



แต่ก่อนที่เราจะมารู้ถึงรสชาติของ capsule แต่ละชนิดเราเองควรที่จะต้องรู้และทำความเข้าใจกันก่อนครับว่าเครื่องชงกาแฟแบบ capsule ของ Nestle Dolce Gusto นั้นไม่ได้ทำได้เพียงแค่ชงกาแฟเท่านั้นหากแต่มันยังสามารถทำเครื่องดื่มชนิดอื่นๆ ได้อีกด้วยดังนั้นเจ้าตัว capsule ของมันจึงไมได้มีแค่เพียงกาแฟแต่เพียงอย่างเดียวหากแต่ยังมีเครื่องดื่มแบบอื่นๆ อีกด้วยครับซึ่งในบ้านเราปัจจุบันนี้มีเครื่องดื่มที่เป็น Capsule ออกขายอยู่ 4 ประเภทด้วยกันคือ

กาแฟ 

เครื่องดื่มเย็นประเภทชา 

ช็อคโกแลต 
และเครื่องดื่มพิเศษ โดยเครื่องดื่มพิเศษที่ว่านี้ในช่วงนี้ก็คือชาเขียวนั่นเองครับ

       ว่าจะพูดถึงเรื่องราวและรายละเอียดของเครื่องดื่ม capsule แต่ละชนิดแต่เนื้อที่ดันไม่เอื้ออำนวยดังนั้นรายละเอียดที่เหลือผมจึงต้องขออนุญาตยกยอดไปคุยกันคราวหน้านะครับแต่ถ้าใครไม่อยากรออยากแอบไปดูคร่าวๆ ก่อนก็ไปดูกันได้ครับที่ https://nescafedolcegusto.popsho.ps/th/flavours.html สวัสดีครับ


                                                                                                        กาลาโต้

วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2558 | By: กาลาโต้

Cupping Street : Ten Thirty Cafe กาแฟก็ดี (ผู้ชายก็) มีให้ดู



สวัสดีครับคนรักกาแฟทุกท่าน ผมเองเชื่อเหลือเกินครับว่าสำหรับคนที่ไปดื่มกาแฟตามร้านกาแฟต่างๆ นั้นส่วนใหญ่แล้วมักจะมีเหตุผลสำคัญคือเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด ผ่อนคลายความเหนื่อยล้า หรือแม่แต่นั่ง slow life ก่อนที่จะไปทำอย่างอื่นซึ่งคงต้องบอกเลยครับว่ากาแฟนั้นมีส่วนช่วยให้คุณๆ ได้ผ่อนคลายความเครียดดังกล่าวได้ส่วนหนึ่งและถ้าหากบรรยากาศภายในร้านชวนให้นั่ง ชวนให้มองแล้วล่ะก็รับรองได้ว่าเป็นอะไรที่สุดยอดมากเลยทีเดียวดังนั้นในบทความตอนนี้ผมจึงขอนำทุกท่านไปรู้จักกับร้านกาแฟร้านหนึ่งที่ถึงแม้ว่าเปิดมาไม่นานแต่ก็มีคนพูดถึงและกล่าวขวัญเป็นอย่างมากเพราะนอกจากกาแฟที่เป็นอาหารปากที่สุดยอดแล้ว เรื่องอาหารตาก็มีให้อิ่มเองด้วยไม่แพ้กันซึ่ง “Ten Thirty Café” ก็คือร้านที่ผมพูดถึงนั่นเอง



ร้าน Ten Thirty Café นั้นต้องถือว่าเป็นร้านกาแฟน้องใหม่ที่มาแรงเลยทีเดียวครับเพราะเนื่องจากว่าเป็นร้านกาแฟที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงที่อยู่ย่านกลางเมืองโดยอยู่ฝั่งตรงข้ามกับโรงภาพยนตร์เมเจอร์ รัชโยธิน พอดิบ พอดีดังนั้นสถานที่แห่งนี้จึงเป็นสถานที่ Hang Out นั่งเล่นฆ่าเวลาก่อนหนังจะเข้าโรงหรือเป็นสถานที่นัดพบปะเพื่อนฝูงได้เป็นอย่างดีและที่สำคัญพวกฟรีแลนซ์ที่ต้องการสถานที่ทำงานแบบชิลๆ หรือพวกนักเรียนนักศึกษาที่อยากหาสถานที่อ่านหนังสือหรือทำรายงานที่นี่ถือว่าเป็นแหล่งสวรรค์เลยครับและด้วยสถานที่ๆ กว้างขวางและบรรยากาศดีนี้เองทำให้องค์กรหลายองค์กร บริษัทหลายบริษัทเลือกที่จะใช้ร้าน Ten Thirty café นี้จัดงานอบรมสัมมนากันอยู่เสมอๆ



แต่นั่นเป็นจุดเด่นที่ยังไม่โดดเด่น!



เพราะจุดเด่นของร้าน Ten Thirty Café ที่ทำให้คอกาแฟและคนที่ไม่ใช่คอกาแฟโดยเฉพาะอย่างยิ่งสาวๆ รู้จักร้านนี้กันอย่างรวดเร็วก็คือบรรดาบาริสต้าหล่อ หุ่นดี หน้าตาน่ารัก ที่มีคิวผลัดเวรกันมาทำกาแฟอร่อยๆ ให้ทานกันนั่นเองครับซึ่งทันทีที่มีการพูดถึงในโลก Social Media ได้ไม่นานก็มีคนมาเยี่ยมเยียนร้านกาแฟร้านนี้อย่างไม่ขาดสายบ้างก็มาชิมกาแฟ บ้างก็มาชิมอาหารตาซึ่งก็ว่ากันไปครับ



หลังจากที่ได้มีการพูดคุยและหาข้อมูลของร้าน Ten Thirty Café ทั้งจากสื่อต่างๆ และลงพื้นที่จริงจึงทำให้รู้ว่าเจ้าของกิจการนั้นเคยเปิดบริษัททำออแกไนเซอร์มาก่อน จากนั้นเมื่อมาเปิดร้านกาแฟก็ดึงเอาบรรดานายแบบนางแบบในสังกัดมาร่วมงานด้วยเพื่อเป็นจุดเติมเต็มของร้านกาแฟเพราะทางเจ้าของกิจการเองมีความเชื่อว่าการที่พนักงานหน้าตาดี บริการดี บรรยากาศดี กาแฟดี จะทำให้การรับประทานกาแฟในมื้อนั้นๆ ดีที่สุดซึ่งก็ถูกต้องเลยทีเดียวครับ



มาถึงตอนนี้หลายคนที่ไม่เคยไปใช้บริการอาจจะสงสัยและคิดในใจว่าคงจะเป็นเพียงแค่เอารูปร่างหน้าตามาเป็นจุดขายแต่การชงกาแฟก็งั้นๆ ซึ่งต้องบอกว่าคิดผิดครับเพราะบาริสต้าโมเดลทีเป็นนายแบบนางแบบเหล่านี้ต้องมีการเข้าคอร์สฝึกอบรมการชงกาแฟจนถึงขั้นเป็นบาริสต้าจริงๆ ได้เสียก่อนจึงจะมายืนหน้าเคาน์เตอร์ได้ไม่อย่างนั้นแล้วต้องให้หล่อให้สวยแค่ไหนหมดสิทธิ์ครับและก็ต้องบอกว่ากาแฟของเขานั้นอร่อยจริง อะไรจริงครับ



พูดไปจะหาว่าเชียร์ จะหาว่าโม้ เอาเป็นว่า หากใครอยู่ใกล้หรือมีโอกาสไปดูหนังแถวก็ลองไปใช้บริการดูนะครับเพราะกาแฟที่นี่ราคาถูกกว่าค่าตั๋วหนังสักเรื่องหนึ่งอีก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากใครไปในช่วง 4 โมงเย็นถึงเที่ยงคืนซึ่งเป็นช่วงที่บาริสต้าโมเดลออกมาชงกาแฟด้วยแล้วรับรองได้ว่าได้ทั้งอิ่มท้องและได้ทั้งอิ่มตาอย่างแน่นอน



ส่วนคำถามสุดท้ายที่ถามมาว่าทำไมต้องชื่อ Ten Thirty นั้นก็เพราะว่า

“เวลา 10.30 น.นั้นเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดกับการดื่มกาแฟ” นั่นเองครับ!

                                                                                                                   กาลาโต้
วันเสาร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2558 | By: กาลาโต้

Cupping Street : First Espresso แก้วแรกที่คุณเลือก



ผมเชื่อเหลือเกินครับว่าการได้ดื่มกาแฟที่ทำจากฝีมือของบาริสต้าเก่งๆ นั้นคงเป็นความใฝ่ฝันของคอกาแฟแทบทุกคนและโดยเฉพาะอย่างหากเป็นบาริสต้าที่มีดีกรีเป็นถึงแชมป์บาริสต้าระดับประเทศแล้วล่ะก็ไม่ว่าใครต่อใครก็อยากมีโอกาสลิ้มลองด้วยกันทั้งสิ้นแต่เป็นที่น่าเสียดายครับที่ว่าแชมป์บาริสต้าในบ้านเราส่วนใหญ่นั้นมักจะมีค่าย มีสังกัดควบคุมอยู่ ถ้าไม่ใช่ร้านกาแฟขนาดใหญ่แบรนด์ใหญ่ ก็มักจะเป็นบุคลากรจากโรงแรมชื่อดัง ดังนั้นเมื่อได้แชมป์แล้วบาริสต้าเหล่านี้ก็จำเป็นต้องกลับไปทำงานให้ตามต้นสังกัดดังเดิม ไม่มีโอกาสได้โชว์ฝีมือตามความฝันอย่างที่ต้องการให้นักชิมทั่วไปได้ลิ้มลองซึ่งผมเองก็เป็นหนึ่งในบุคคลเหล่านั้นครับที่ยังไม่มีโอกาสได้ลิ้มลองฝีมือของแชมป์บาริสต้าเลยสักคนเดียวแต่ก็ยังโชคดีครับที่ยังมีร้านกาแฟอยู่ร้านหนึ่งที่สืบทอดฝีมือมากจากแชมป์บาริสต้าโดยตรงเพราะเนื่องจากว่าเป็นร้านที่แชมป์บาริสต้าผู้นี้ออกมาเดินตามความฝันด้วยการเปิดร้านกาแฟและโรงเรียนสอนชงกาแฟเป็นของตัวเองซึ่งร้านกาแฟที่ว่านี้ก็คือร้าน First Espresso


ร้าน First Espresso ที่เป็นร้านกาแฟของแชมป์บาริสต้าประเทศไทยถึง 2 สมัยซ้อนด้วยกันคือปี 2009 และปี 2010 ซึ่งก็คือคุณเบญญาภา เนาวรรณ์ หรือคุณจีจี้นั่นเองครับโดยปัจจุบันร้าน First Espresso นั้นมีอยู่ด้วยกัน 2 สาขาคือสาขามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และสาขามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออกวิทยาเลขจักรพงษ์ภูวนาถซึ่งเป็นสาขาที่เรานำเสนอในวันนี้ครับ


ร้านกาแฟ First Espresso สาขานี้ตั้งอยู่หน้าถนนระหว่างสถาบันบันเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออกจักรพงษ์ภูวนาถกับโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรีโดยเปิดทำการทุกวันตั้งแต่เวลา 7.00 น. ถึง 20.00 น.


สำหรับรูปแบบการจัดร้านนั้นก็เหมือนกันกับร้านกาแฟสดทั่วๆ ไปโดยมีการจัดโต๊ะ เก้าอี้ไว้ให้ลูกค้านั่งได้อย่างเต็มพื้นที่เรียกได้ว่ารองรับลูกค้าได้มากพอสมควร


ส่วนจุดเด่นของร้านกาแฟร้านนี้เห็นทีคงจะหนีไม่พ้นรสชาติของกาแฟเป็นแน่แท้เพราะเนื่องจากว่าพนักงานชงกาแฟของที่นี่ทุกคนต้องผ่านการอบรมชงกาแฟมาจากโรงเรียนสอนการชงกาแฟสด Benyapa Coffee Academy ที่คุณจีจี้เองเป็นเจ้าของอยู่ด้วยดังนั้นเรื่องรสชาติของกาแฟที่นี่จึงเป็นอันเชื่อใจได้ครับว่าอร่อยอย่างแน่นอน


สำหรับรายการเครื่องดื่มของร้านนี้เขามีอยู่ด้วยกันหลายอย่างครับไม่ว่าจะเป็นกาแฟ โกโก้หรืออื่นๆ รวมไปถึงกาแฟ Alien Coffee ที่ถือเป็น Signature Drink ของที่นี่เขาด้วยส่วนสนนราคานั้นก็อยู่ในระดับปานกลางครับคือตั้งแต่ 40 บาทขึ้นไปเรียกได้ว่าราคานี้ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนหรือนักศึกษาก็สามารถจับจ่ายซื้อมาดื่มได้และนอกจากนี้เขายังมีโปรโมชั่นยอดฮิตอย่างบัตรสะสมแต้ม 10 แถม 1 ให้คอกาแฟได้เก็บแต้มกันอีกด้วยครับ


มาถึงตอนนี้ผมเองก็ไม่รู้หรอกครับว่ารสชาติของกาแฟที่ออกมาจากฝีมือแชมป์บาริสต้าระดับประเทศจะมีรสชาติเป็นอย่างไรแต่สำหรับผมแล้วแค่เพียงลูกศิษย์ของแชมป์สืบทอดตำรามาชงกาแฟอร่อยๆ  ให้ผมได้ชิมอย่างร้าน First Espresso แค่นี้ก็เพียงพอแล้วครับ ส่วนจะได้ชิมฝีมือแชมป์บาริสต้าโดยตรงหรือไม่นั้นสุดแท้แต่วาสนาครับ

                                                          กาลาโต้


วันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2558 | By: กาลาโต้

Cupping Street : ดื่มแล้วอิน ที่ Fin Coffee


        ก่อนอื่นต้องกล่าวคำว่าสวัสดีปีแพะแด่พี่ๆ เพื่อนๆ คนรักกาแฟทุกท่านครับ ในปี 2558 นี้ขอให้ทุกท่านสุขภาพดี มีความสุข มีเงินใช้ ไปร้านกาแฟใดก็ขอให้เจอแต่ร้านกาแฟที่ดี ได้ทานกาแฟที่มีรสชาติถูกปากกันนะครับ ซึ่งหลังจากห่างหายกันไปในช่วงเทศกาลปีใหม่วันนี้ผมเองก็กลับมาทำหน้าที่ตามเดิมและประเดิมปี 2558 ด้วยร้านกาแฟสุดฟินที่มีชื่อว่า “Fin Coffee”


Fin Coffee นั้นเป็นร้านกาแฟสดแบบ Stand Alone ขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ในชัยภูมิที่ค่อนข้างจะเหมาะสมเพราะตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียงกับประตูทางออกด้านหลังของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย อยู่ในบริเวณโซนศูนย์อาหารด้านนอกดังนั้นแน่นอนว่ากลุ่มลูกค้าเป้าหมายส่วนใหญ่จึงน่าจะเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งนี้มากกว่ากลุ่มเป้าหมายอื่น


สำหรับจุดเด่นที่เป็นที่สะดุดตาของร้านกาแฟแห่งนี้เห็นทีคงจะหนีไม่พ้นป้ายโฆษณาที่เป็นธงญี่ปุ่นรูปลิงน่ารักๆ ชวนให้ลองเข้าไปใช้บริการ


เมื่อเข้ามาสู่ด้านในแม้ว่าสถานที่จะไม่ใหญ่มากเท่าไหร่แต่ก็มีการจัดที่นั่งไว้เป็นสัดส่วนอย่างลงตัวโดยมีทั้งที่นั่งแบบเป็นโต๊ะโซฟาขนาดเล็กและเป็นเคาน์เตอร์บาร์สำหรับนั่งทานคนเดียวดังนั้นในเรื่องของสถานที่จึงผ่านฉลุยครับ


ทีนี้มาถึงเมนูกาแฟและเครื่องดื่มกันบ้างโดยเครื่องเดื่มของที่นี่นั้นส่วนใหญ่แล้วก็จะมีชนิดที่เป็นหลักๆ เช่นเดียวกับร้านกาแฟสดทั่วไปเช่น Espresso Capunncino Mocha Latte หรือแม้แต่กระทั่งชาก็มีพวกชาเขียว ชามะนาว ชาดำ เครื่องดื่มช็อคตโกแลตและสมูทตี้ต่างๆ ไม่มีเมนูพิเศษที่เป็น signature ของร้านแต่อย่างใดส่วนสนนราคานั้นก็ถือว่าอยู่ในระดับมาตรฐานคือตั้งแต่ 40 บาทขึ้นไปตามแต่ชนิดของเครื่องดื่ม


ด้านรสชาตินั้นผมเองสั่ง Espresso เย็นหวานน้อยเพื่อมาลองชิมซึ่งรสชาตินั้นก็โอเคในระดับหนึ่งครับแต่ก็ยังให้ความรู้สึกว่าความเข้มข้นของกาแฟอยู่ในอัตราที่น้อยไปหน่อยแต่ก็พอหยวนๆ ได้ครับเพราะเนื่องจากว่าเพิ่งเปิดใหม่พนักงานเองอาจจะยังไม่มีความชำนาญพอแต่โดยรวมแล้วก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ใช้ได้ครับ

ดังนั้นหากใครอยากจะมาลองชิมกาแฟร้านนี้ก็สามารถมาลองกันได้ทุกวันตามพิกัดที่ผมให้ไว้นี้ ส่วนท่านใดจะชิมไปแชะ (ภาพ) ไปแล้วอัพขึ้น social media ก็สามารถทำได้ทันทีครับเพราะเนื่องจากว่าร้านนี้เขามี Wifi ฟรีไว้บริการอีกด้วย

ส่วนในบทความตอนหน้านั้นผมจะพาทุกท่านไปพบกับร้านกาแฟอีกร้านหนึ่งที่อยู่ในบริเวณที่ใกล้เคียงกันซึ่งร้านกาแฟร้านนี้มีดีตรงที่เจ้าของร้านเป็นถึงแชมป์บาริสต้าประเทศไทยหลายสมัย พูดแบบนี้แล้วเชื่อว่าคงอยากรู้แล้วสินะครับงั้นอดใจไว้รอชมกันตอนหน้าดีกว่า

                                 กาลาโต้


วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 | By: กาลาโต้

Cupping Street : O's Coffee กาแฟดีๆ ที่ไม่ต้องพึ่งแต่เพียงชื่อร้าน


       สวัสดีบรรดาคนรักกาแฟทุกท่าน ต้องกราบขออภัยเป็นอย่างยิ่งที่ช่วงนี้อาจจะหายหน้าหายตาไปบ้างทั้งที่มีเรื่องราวมากมายที่อยากจะเขียนเพื่อแบ่งปันให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันเพระาเนื่องจากว่าติดงานหลักและงานอื่นๆ จนทำให้เมื่อคิดจะเขียนก็ลืมบ้าง เหนื่อยบ้าง แต่ถึงอย่างไรก็สัญญาว่าจะพยายามมาอัพเดทข่าวสารให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันบ่อยๆ พร้อมๆ กับกำลังจะทำโปรเจคต์ดีๆ ให้คนรักกาแฟทุกท่านได้เสพกันในปีหน้า อย่าเพิ่งเบื่อกันเสียก่อนนะครับ



       กลับมาที่ entry นี้กันต่อดีกว่าครับหากใครก็ตามที่เป็นคอกาแฟในบ้านเราเชื่อว่าเมื่อ 3-4 เดือนก่อนคงจะพอทราบข่าวเกี่ยวกับเรื่องการเปลี่ยนแบรนด์ของงร้านกาแฟชั่วคราวจาก "กาแฟมงคล" มาเป็น "O's Coffee" โดยคุณโอปอล์ ปาณิสรา ผู้ก่อตั้งมาโพสต์แจ้งข่าวทั้งใน facebook และ instagram ด้วยตัวเองดังที่เห็นในภาพด้านบนนี้ ซึ่งถ้าจะถามผมในเรื่องนี้ผมเองคงไม่มีความคิดเห็นอะไรเพระาเนื่องจากว่าทางคุณโอปอล์เองก็แจ้งให้ทราบค่อนข้างชัดเจนออยู่แล้วดังนั้นคงเป็นเรื่องของตัวบทกฏหมายที่ทั้งสองฝ่ายคงต้องดำเนินการต่อไป อีกทั้งผมเองก็เป็นแฟนที่เคยติดตามทานกาแฟมงคลตั้งแต่สมัยเมื่ออยูบริเวณใกล้ๆ หน้าถนนจนกระทั่งย้ายไปอยู่ด้านใน (ติดตามได้จากรีวิว Cupping Street : มงคลทางรสชาติกับกาแฟมงคล ) ซึ่งร้านกาแฟมงคลนั้นถือเป็นร้านกาแฟร้านแรกที่ทาง Blog เรารีวิวดังนั้นเมื่อเขาเปลี่ยนใหม่เป็น O's Coffee ในฐานะแฟนพันธุ์แท้จึงไม่พลาดไปเยี่ยมชม โดยสาขาที่ไปในวันนี้ก็คือสาขา Union Mall ชั้น 4 เพราะเนื่องจากว่าขึ้นชื่อในเรื่องของขนาดพื้นที่นั่นเองครับ


       แทบไม่น่าเชื่อครับว่าแม้ว่าตัวร้านจะกว้างขวางแต่ก็มีการออกแบบกันได้อย่างลงตัว มีการใช้โทนสีที่เหมาะกับการเป็นร้านกาแฟแบบสบายๆ ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีผมเองคิดว่าจะมีลูกค้าเต็มร้านหรือแต่สักพักคำตอบของคำถามผมก็มาถึงที่ครับเพราะมีคนมาเยี่ยมเยียนซื้อกาแฟกันอย่างต่อเนื่องจนทำให้ในที่สุดร้านที่ดูกว้างเริ่มเล็กลงไปถนัดตา



       มาถึงเรื่องของเครนต์เตอร์สั่งเครื่องดื่มและเมนูกันบ้างต้องบอกเลยครับว่าร้าน O's Coffee นั้นเขามีเครื่องดื่มมากมายให้ได้เลือกรับประทานกันแถมยังมีเครื่องดื่มใหม่ๆ ประจำเทศกาลและช่วงต่างๆ ให้ได้ลิ้มลองกันอีกด้วย ส่วนสนนราคานั้นก็ไม่ต้องกลัวว่าร้านใหญ่แล้วราคาจะแพงครับเพราะราคาก็อยู่เป็นมาตรฐานอยู่แล้ว ซึ่งสิ่งที่ผมชอบมากที่สุดก็คือการทำกาแฟแบบ Made By Order คือจะหวานมาก หวานน้อย หวานแค่ไหน มันอย่างไร บอกกับน้องๆ Barista ได้เขาทำให้เราได้หมดซึ่งนี่ถือว่าเป็นหนึ่งในคุณสมบัติของร้านกาแฟที่เอาใจใส่ลูกค้าครับ


       เมื่อมาถึงร้าน O's Coffee ก็ต้องสั่งกาแฟ O's Coffee มาลิ้มลองเพะาเนื่องจากว่ากาแฟชนิดนี้ถือเป็น signature ของทางร้าน โดยทางผมสั่งไปว่าหวานน้อยทางพนักงานเองก็ลดหวานให้ตามต้องการซึ่งเมื่อรับประทานแล้วต้องบอกว่าเป็นรสชาติที่ถูกปากจริงๆ ครับเพราะมีกลิ่นกาแฟ มีรสชาติกาแฟ แถมออกมันหน่อยๆ ซึ่งคาดว่าหากสั่งรสชาติแบบปกติน่าจะมีความหวานอยู่ในระดับที่พอดี ส่วนอีกอย่างหนึ่งที่ชอบเป็นพิเศษคือหากรับประทานในร้านก็จะเป็นแก้วแบบที่โชว์นี้และทางร้านเขามีกฏอยู่ข้อหนึ่งที่ควรรู้ไว้คือก่อนที่จะสั่งต้องพิจารณาให้ดีก่อนเพราะหากสั่งทานในร้านแล้วทานไม่หมดจะขอให้ไปใส่แก้วแบบ take home กลับบ้านไม่ได้ ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องปกติที่ร้านกาแฟทั่วไปทำกันอยู่แล้วนั่นเองครับ


        ท้ายที่สุดนี้ก็คงไม่มีอะไรมากครับเพราะหลังจากที่ได้ดื่มด่ำกับกาแฟและบรรยากาศในร้านแล้วบอกได้คำเดียวครับว่าเป็นร้านกาแฟอีกร้านหนึ่งที่น่านั่ง เป็นร้านกาแฟที่เหมาะแก่การพักผ่อน คลายเครียด อย่างแท้จริง ซึ่งใครอยากรู้ว่าร้าน O's Coffee เขาดีจริงไหม ก็คงต้องไปทดสอบกันเอาเองครับที่ร้าน O's Coffee ชั้น 4 ห้างสรรพสินค้า Union Mall โซนอาหาร แต่สำหรับตัวผมแล้วนั้นบอกได้คำเดียวเลยว่า "อร่อย" และไม่ว่าจะเปลี่ยนไปอีกสักกี่ชื่อผมก็ยังคงตามไปชิมอย่างแน่นอน เพราะกาแฟที่ดีนั้นไม่ได้อยูที่ "ชื่อ" อะไรหากแต่อยู่ที่ว่าเป็น "ของใคร" และ "มืออาชีพ" แค่ไหนต่างหากครับ



                                                                                                                        กาลาโต้

        ปล.สำหรับใครที่เล่น instagram สามารถติดตามเราเพิ่มเติมได้นะครับที่ @coffeenity หรือจะติดตามเราผ่านทางเฟสบุค www.facebook.com/kafeme หรือทาง Twitter : @9galato ก็ได้ครับส่วนช่อง Kafeme TV ของเราใน Youtube ตอนนี้ก็พยายามอัพเรื่อยๆ ครับ



วันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2556 | By: กาลาโต้

Cupping Street : Star Back Cafe...ความเหมือนที่แตกต่าง


       สวัสดีครับชาวคนรักกาแฟทุกท่าน หากใครที่ติดตามข่าวสารกรณีพิพาทจนเป็นเรื่องเป็นราวฟ้องร้องกันระหว่างร้านกาแฟเงือกเขียวแบรนด์ดังอย่าง Starbucks กับกาแฟรถเข็น Star Bung เรื่องโลโก้หรือเครื่องหมายการค้ามาโดยตลอดคงจะทราบผลสรุปแล้วด้วยการที่ Star Bung ยอมเปลี่ยนโลดก้แต่ก็ยังไม่วายกระแนะกระแหนกาแฟยักษ์ใหญ่ซึ่งที่จริงก็น่าเห็นใจอยู่นะครับแต่ในโลกธุรกิจนั้นบางครั้งความถูกต้องก็ย่อมจำเป็นต้องอยู่เหนือความรู้สึก เอาเป็นว่าเราพักเรื่องนี้กันดีกว่าแล้วไปดูร้านกาแฟที่ผมจะนำเสนอใน entry นี้กันดีกว่าต้องเรียกได้ว่าเหยียบจมูกเสือเลยทีเดียวครับกับร้านกาแฟร้านนี้ "Star back Cafe"


       ร้าน Star Back Cafe ที่จะกล่าวถึงนี้ถึงแม้ว่าชื่อเสียงเรียงนามจะใกล้เคียงกันกับร้านกาแฟชื่อดังอย่าง Starbucks แต่ก็ไม่สามารถจะพูดได้เต็มปากว่าเป็นการ Copy ร้านกาแฟแบรนด์ดังมาเพราะเนื่องจากรายละเอียดทุกอย่างตั้งแต่โลโก้ไปจนการตกแต่งร้านทั้งภายนอก ภายในนั้นมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงดังนั้นจึงไม่สามารถฟ้องร้องเรื่องการเลียนแบบเพื่อการค้าเหมือนกาแฟ Star Bung ได้แต่ที่บอกว่าเหยียบจมูกเสือกก็เพราะร้าน Star Back Cafe นี้มีที่ตั้งอยู่ติดกันกับร้าน Starbucks เลยครับยิ่งมองจากด้านนอกอาคารยิ่งมองเห็นได้อย่างชัดเจน


       Theme การตกแต่งร้านของ Star Back Cafe นั้นเป็นการตกแต่งร้านให้เหมือนกับร้านสำหรับดาราโดยมีการนำเอาสเลทที่ผู้กำกับใช้ในการกำกับมาเป็นเครื่องมือในกาารตกแต่งร้าน นอกจากนี้ยังมีการ (แอบ) จิกกัดร้านกาแฟร้านข้างๆ (ที่คุณรู้ว่าใคร) ด้วยการนำเอาตุ๊กตาหมีน่ารักๆ มาวางโชว์ซึ่งผู้ที่มาดื่มกาแฟสามารถซื้อติดไม้ติดมือกลับไปบ้านเป็นของที่ระลึกได้อีกด้วยครับ


       อีกสิ่งหนึ่งที่ถือเป็นจุดเด่นของร้าน Star Back Cafe ที่ทำให้ร้านนี้โดดเด่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและเข้ากันกับชื่อร้านก็คือบริเวณข้างผนังจะมีแผ่นป้ายสี่เหลี่ยมสีทองติดอยู่ซึ่งแผ่นป้ายแต่ละอันก็จะมีลายเซ็นพร้อมก้บข้อความสั้นๆ ของดาราหรือนักแสดงที่มาใช้บริการร้านกาแฟร้านนี้และด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ร้านกาแฟร้านนี้เป็นร้านกาแฟของ "ดารา" ไปโดยปริยาย (น่าเสียดายว่าไม่สามารถถ่ายรูปมาได้เพราะแสงแฟลชโดนแผ่นป้ายแล้วภาพออกมาจ้าเกินไปครับแต่ถ้าไปใช้บริการที่ร้านก็จะเห็นตามที่ว่าทุกประการ)


       เรื่องของการจัดร้านต้องยอมรับครับว่ามีการออกแบบร้านได้สวยงาม เป็นสัดส่วน มีทั้งโต๊ะขนาดเล็กสำหรับคนๆ เดียวเรื่อยไปจนถึงโต๊ะขนาดใหญ่รองรับคนที่มาดื่มกาแฟเป็นหมู่คณะโดยโต๊ะและเก้าอี้เหล่านี้มีการจัดวางอย่างเหมาะสมตามเนื้อที่ทำให้ไม่ดูอึดอัดจนเกินไป นอกจากนี้การจัดวางสิ่งของต่างๆ ก็ยังมีสไตล์เป็นของตัวเองอีกด้วย


       มาถึงหัวใจหลักซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของร้านกาแฟทุกร้านนั่นก็คือรสชาติของกาแฟครับ จากการได้ทดลองชิมโดยสั่งเป็น Iced Latte มาพบว่ารสชาติเป็นรสชาติกาแฟระดับมาตรฐานเช่นเดียวกันกับร้านกาแฟพรีเมี่ยมทั่วไปซึ่งหากเป็นคนที่กินกาแฟระดับพรีเมี่ยมอยู่บ่อยๆ แล้วคงจะชอบรสชาติแบบนี้ ส่วนสนนราคาก็มีหลากหลายครับโดยราคาเริ่มต้นอยู่ที่ใกล้ๆหลักร้อยเรื่อยไป ส่วนใครที่ดื่มกาแฟแล้วอยากหาเครื่องเคียงมาทานคู่ทางร้านก็มีไว้บริการด้วยเช่นกันแต่ขอแนะนำซาลาเปาของทางร้านครับขอบอกว่าทานคู่กับกาแฟอร่อยมากๆ


       แต่สิบปากว่าหรือจะสู้สองตาเห็นและไปทดลองสัมผัสด้วยตัวเองซึ่งหากใครอยากไปลิ้มลองรสชาติของกาแฟที่เคียงคู่กับซาลาเปาร้อนๆ และบรรยากาศที่เหมือนเฉิดฉายอยู่ดงดาราก็สามารถไปเยี่ยมชมกันได้ครับโดยร้าน Star Back Cafe นี้ตั้งอยู่ที่ห้าง MBK หรือมาบุญครองชั้น 1 อยู่ติดกับร้าน Starbucks พอดิบพอดีดังนั้นก่อนเข้าต้องดูให้ดีก่อนนะครับไม่เช่นนั้นอาจเข้าผิดก็เป็นได้ ฮา ฮา

                                                                 
                                                                                    กาลาโต้


วันจันทร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2556 | By: กาลาโต้

Cupping Street : Too Fast To Sleep ราตรีนี้ยังอีกยาวนาน


       หากใครก็ตามที่เป็นแฟนและติดตาม blog เรื่องของคนรักกาแฟมาโดยตลอดคงจะพอทราบดีว่าร้านกาแฟมักนิยมใช้รูปลักษณ์ของนกฮูกเป็นสัญลักษณ์เพราะเนื่องจากว่านกฮูกเป็นสัตว์ที่หากินกลางคืนเฉกเช่นเเดียวกันกับกาแฟที่สามารถทำให้เราตาสว่างในยามค่ำคืนแต่ในความเป็นจริงแล้วนกฮูกนั้นเป็นสัญลักษณ์ของความรู้และสติปัญญาซึ่งเชื่อไหมครับว่าในบ้านเราตอนนี้มีร้านกาแฟอยู่ร้านหนึ่งที่ใช้นกฮูกเป็นสัญลักษณ์นอกจากสื่อถึงความตาสว่างจากฤทธิ์กาแฟแล้วยังหมายถึงความรู้และการศึกษาอีกด้วยจึงเป็นที่มาของ entry นี้ที่ว่า "ราตรีนี้ยังอีกยาวนาน"


        Too Fast To Sleep เป็นร้านที่ผมจะพูดถึงในวันนี้ แค่เพียงเห็นชื่อร้านเชื่อว่าหลายคนคงจะแปลกฉงนสนเท่ห์อยู่พอสมควรเพราะประโยคดังกล่าวถ้าแปลเป็นภาษาบ้านๆคงเข้าทำนองว่า "จะหลับตาลงไปได้อย่างไร" หรือ "เร็วเกินไปไหมที่จะหลับ" นั่นเองครับ ซึ่งเมื่อได้ลองเข้าไปใช้บริการพบว่าชื่อนี้คงจะเหมาะสมที่สุดแล้วครับสำหรับร้านนี้เพราะเนื่องจากเป็นร้านที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมงไม่มีวันปิดดังนั้นใครจะมาเวลาไหน เป็นอันได้เข้าใช้บริการทุกคนแน่นอน


       จุดเเด่นของร้าน Too Fast To Sleep นั้นไม่ได้อยู่ที่การเปิดตลอด 24 ชั่วโมงแต่อย่างเดียวเพราะเมื่อขึ้นไปบริเวณชั้น 2 ทุกพื้นที่จะเต็มไปด้วยบรรดาหนังสือและโต๊ะที่เรียงรายเอาไว้สำหรับให้คนมาใช้บริการนั่งทำงาน อ่านหนังสือ นอกจากนี้ยังมีบริการปลั๊กไฟสำหรับไว้เสียบคอมพิวเตอร์โน้ตบุคส์หรือชาร์จแบตเตอร์รี่โทรศัพท์ด้วยอีกทั้งทางร้านก็ยังใจดีเปิดให้คนทั่วไปเข้ามาใช้สถานที่ได้แม้จะไม่อุดหนุนซื้อกาแฟหรือของกินจากทางร้านเลยก็ตาม


       สไตล์การตกแต่งร้านของ Too Fast To Sleep นั้นเป็นการตกแต่งร้านออกแนวสบายๆ ให้เหมือนกับอยู่ที่บ้านมากกว่าอยู่ห้องสมุดเพื่อให้ผู้ที่มาใช้บริการมีความรู้สึกผ่อนคลายและมีอารมณ์ในการทำงานหรืออ่านหนังสือซึ่งการตกแต่งจะมีทั้งใช้โต๊ะและเก้าอี้แบบมาตรฐาน ใช้โซฟาและโต๊ะน่ารักๆ หรือแม้กระทั่งการใช้โต๊ะญี่ปุ่นมาตกแต่งในบางโซนก็มีให้เห็นดังนั้นใครชอบสไตล์ไหนก็เลือกนั่งได้ตามชอบใจเลยครับ


       ถึงแม้ว่าวันที่ผมไปใช้บริการจะเป็นวันที่ผู้คนส่วนใหญ่ออกไปทำกิจกรรมทางการเมืองหรือพักผ่อนอยู่บ้านอีกทั้งยังเป็นช่วงเวลากลางวันก็ตามทีแต่คนที่มาใช้บริการ Too Fast To Sleep ก็ยังคงมีให้เห็นตลอดเวลา ผู้คนเริ่มทยอยมาเรื่อยๆ ตามเวลาที่ผ่านไปซึ่งหนึ่งผู้ที่มาใช้บริการสถานที่นี้เป็นประจำบอกว่าคนจะเยอะมากๆ ในช่วงค่ำคืน เรียกได้ว่ายิ่งดึกยิ่งเยอะ ราวกับว่าสถานที่นี้เป็นแหล่งรวมของบรรดานกฮูก (ทางความรู้) ในยามค่ำคืนเลยทีเดียว


        และเนื่องจากพื้นที่ของร้านกว้างขวางมากดังนั้นเราจึงสามารถเลือกมุมที่เหมาะสมสำหรับการทำงานของเราได้ซึ่งเท่าที่เห็นคนใช้บริการที่ร้านส่วนใหญ่มักจะเป็นบรรดานักเรียน นักศึกษามาอ่านหนังสือกันซึ่งแน่นอนว่าอาจจะมีเสียงพูดคุยให้ได้ยินมาบ้างประปราย ส่วนหากใครคิดอยากจะทำงานแบบเงียบๆ บริเวณมุมนอกชานน่าจะเป็นพื้นที่ๆ ดีที่สุดครับ


       สำหรับกาแฟที่ผมสั่งมาลิ้มลองในครั้งนี้เป็น Iced Espresso ครับ ซึ่งรสชาตินั้นต้องบอกตามตรงครับว่าไม่ได้เลิศเลอเหมือนร้านกาแฟพรีเมี่ยมขนาดใหญ่หรือร้านที่ขายกาแฟแท้ๆ แต่อย่างเดียวทั่วๆ ไปแต่ก็ไม่ถือว่าน่าเกลียดสักเท่าไหร่เพราะโอเคระดับหนึ่งเลยทีเดียวแต่ถ้าใครไม่อยากทานกาแฟสดเขาก็มีกาแฟซองแบบใส่น้ำร้อนหรือเครื่องดื่มพร้อมของขบเคี้ยวไว้บริการซึ่งหากเราซื้อของจากเขาเราสามารถนำใบเสร็จมาแลกรหัส WIFI สำหรับใช้งานในร้านได้ฟรีด้วยครับ


       เมื่ออ่านมาถึงบรรทัดนี้คงมีหลายคนคงอยากจะรู้ว่าเปิดให้ใช้บริการกันฟรีๆ แบบนี้เราไม่เจ๊ง ไม่ขาดทุนหรืออย่างไรซึ่งผมเองก็คงตอบไม่ได้ครับคงพูดได้แต่เพียงว่าดีใจที่เห็นบ้านเราเมืองเรายังมีร้านดีๆ แบบนี้อยู่เหมือนในต่างประเทศส่วนคำตอบของสิ่งที่ถามมานั้นผมเชื่อว่าป้ายนี้คงเป็นคำตอบที่ดีที่สุด ส่วนใครที่อยากไปใช้บริการร้าน Too Fast To Sleep นั้นการเดินทางก็สะดวกมากครับนั่งรถไฟใต้ดิน MRT ลงสถานีสามย่านฝั่งวัดหัวลำโพงแล้วเดินต่อไปอีกนิดเดียวก็จะเห็นป้ายของร้านขนาดใหญ่ตั้งเด่นเป็นสง่าเลยครับ สวัสดีครับ

                                                                                          กาลาโต้


วันศุกร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2556 | By: กาลาโต้

Cupping Street : บุญที่ดื่มด่ำได้ (บ้านธรรมะกาแฟสด)



       ผมจำไม่ได้เสียแล้วว่าพระสงฆ์รูปใดที่เคยกล่าวไว้ว่า "บุญเป็นของพึ่งได้" ซึ่งผมเองนั้นต้องสารภาพโดยดุษฎีว่าเรื่องศาสนากับผมนั้นยังจูนไม่เข้ากันสักเท่าไหร่ ผมยังเป็นมนุษย์ปถุชน ที่ยังมีความโลภ โกรธ หลง ยังอยากจะเที่ยว ยังอยากดูหนัง ยังอยากกินของอร่อยๆ ดังนั้นเรื่องธรรมะ เรื่องทางธรรมผมจึงยังไม่ค่อยเข้าใจมากนัก แต่แล้ววันหนึ่ง วันที่ผมหดหู่ วันที่ผมท้อแท้ วันที่ผมเหมือนกับดูจะพ่ายแพ้ต่อทุกสิ่งทุกในโลกนี้เชื่อไหมครับว่าสิ่งที่เรียกว่าธรรมะนั้นราวกับเป็นเพื่อนสนิทที่เข้ามาคอยปลอบประโลม คอยเยียวยารักษาใจและเป็นเหตุให้ผมได้เข้าใจถึงคำกล่าวข้างต้นและเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดบทความ entry นี้ขึ้นมา


       เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นจากการที่ผมหลบหนีความวุ่นวายทางโลกด้วยการไปกราบไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ ตำหนักพระแม่กวนอิมโชคชัย 4 ตามคำชวนของบรรดาเหล่าคนรู้จัก ซึ่งเมื่อไปถึงพบว่าเป็นสถานที่ๆเงียบสงบเหมาะกับการปลีกวิกเวกออกจากความวุ่นวายเพื่อค้นหาสัจธรรมในตัวตนเสียยิ่งนัก พื้นที่ส่วนใหญ่ของตำหนักพระแม่กวนอิมนี้มีรูปปั้นของพระแม่กวนอิมและพระโพธิสัตว์ปางต่างๆ ประดิษฐานทั่วบริเวณพร้อมทั้งรายละเอียดของพระโพธิสัตว์แต่ละปางอันแสดงถึงความยากลำบากในการบำเพ็ญเพียรจนกว่าจะเป็นพระโพธิสัตว์ที่คนทั่วไปยากที่จะกระทำได้รวมไปถึงพระมหาเจดีย์พระพุทธเจ้าหมื่นพระองค์ที่มีขนาดใหญ่และสร้างขึ้นจากแรงศรัทธาพาลให้คิดไปได้ว่าไม่น่าเชื่อว่าด้วยกำลังและแรงศรัทธาของมนุษย์จะก่อให้เกิดอนุสรณ์สถานอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ได้


       และในระหว่างที่เดินชมความงาม ทำบุญตามอัตภาพและคิดถึงสิ่งต่างๆ รอบๆด้วยความคิดเรื่องเปื่อยอยู่นั้น ราวกับพระคุณเจ้า ณ ที่นั้นจะล่วงรู้ถึงความคิดอันซ่อนอยู่ภายในจึงเอื้อนเอ่ยด้วยว่าจาออกมาว่า "ถ้าอยากเห็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ สูงใหญ่ สร้างด้วยความเพียรและแรงศรัทธาที่เปี่ยมล้นไม่น้อยกว่านี้ให้ไปดูที่ตำหนักพระศิวะแถวรามอินทรา เพราะผู้สร้างเป็นเจ้าของคนเดียวกันกับพระตำหนักเจ้าแม่กวนอิมโชคชัย 4 แห่งนี้" ดังนั้นเมื่อความแปลกใจปนสงสัยได้กำเนิดขึ้นในหัวใจท่ามกลางสภาวะอันเบื่อ เหงาแล้วการเดินทางต่อไปตามคำชักชวนของพระคุณเจ้าจึงได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งภายในวันเดียวกันทั้งที่ปัจจัยในกระเป๋ามีอยู่เพียงแค่ค่ารถไปกลับเท่านั้นแต่ก็ยังไม่ย่อท้อเดินทางด้วยระยะทางหลายสิบกิโลไปยังซอยคู้บอน 27 แยก 27 เพื่อตามหาตำหนักพระศิวะที่ว่านี้


       ทันทีที่ได้เห็นองค์พระศิวะสูงใหญ่ราวตึก 3 ชั้นอยู่เบื้องหน้า ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางกว่า 2 ชั่วโมงก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง ความปิติและยินดีกลับเข้ามาแทนที่ในหัวใจอย่างเปี่ยมล้น และเมื่อเดินสำรวจภายในแทบไม่น่าเชื่อครับว่าผู้สร้างสถานที่แห่งนี้พยายามสร้างพื้นที่ๆ ไกลและกันดารแห่งนี้ให้คนรู้จักและมากราบไหว้กันทั้งๆ ที่สถานที่แห่งนี้สร้างกันมาได้หลายปีแล้วแต่ก็ยังไม่เสร็จดี ยังคงต้องก่อสร้างอะไรหลายต่อหลายอย่างอีกมากมาย แต่ผู้สร้างก็บอกว่ายังสร้างไปเรื่อยๆ ไม่รีบ สร้างตามกำลังที่เรามีเสร็จเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น นี่แหละครับแรงแห่งศรัทธา ผมกล้าพูดได้เลยว่าถ้าไม่ศรัทธาจริงคงไม่กล้าที่จะบ้าสร้างอะไรแบบนี้ทั้งที่ไม่เห็นตัวเงินกันหรอกครับ



 และเมื่อเดินรอบๆ ด้วยความคิดพิจารณาอย่างถ่องแท้จนหมดสิ้นรวมถึงมองย้อนไปยังตำหนักพระแม่กวนอิมโชคชัย 4 ที่ไปกราบสักการะมาก่อนหน้านี้ทำให้ผมเริ่มคิดอะไรได้บางอย่าง ความหดหู่และฟุ้งซ่านที่เคยมีเริ่มหมดไป สติปัญญาเริ่มที่จะกลับมาหรือบางทีนี่อาจจะเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์กับคำถามของหัวใจในสิ่งที่ผมสงสัยมาโดยตลอดว่า "บุญนั้นมันพึ่งได้จริงหรือ?" ก็เป็นได้


       เกือบ 18.30 นาที ผมเดินออกมาจากซอยคู้บอน 27 แยก 27 เพื่อรอรถสองแถวเพื่อออกจากซอยในระหว่างที่รอนั้นผมได้พบกับร้านกาแฟร้านหนึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามซึ่งเรียกความสนใจของผมได้อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียวแต่ไม่ใช่เพราะว่าหน้าร้านมีคนมุงกันเยอะหรือมีคนมานั่งทานกาแฟกันมากหรอกนะครับแต่เป็นเพราะชื่อของร้านกาแฟต่างหาก เอ....หรือว่าบุญจะเป็นสิ่งที่ชักพาให้เรามาเจอร้านกาแฟร้านนี้ ผมคิดในใจซึ่งไวพอกับเท้าทั้งสองของผมก้าวข้ามเข้าไปนั่งในร้านอย่างไม่รู้ตัวที่ร้าน "บ้านธรรมะกาแฟสด"


       แวบแรกที่เข้าไปความสงสัยต่างๆ ที่มีก็เริ่มกระจ่างเพราะเนื่องจากการตกแต่งร้านนั้นส่วนใหญ่ไม่ได้เน้นความเลิศหรูอลังการเฉกเช่นร้านกาแฟสดทั่วไป หากแต่ประดับประดาไปด้วยภาพพระอริยะสงฆ์ คำพุทธศาสนสุภาษิตและหนังสือธรรมะต่างๆ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่แปลกใหม่และมีความน่าสนใจไปอีกแบบ


       และเมื่อเลียบๆ เคียงๆ สอบถามพนักงานในร้านแล้วได้รับคำตอบที่ว่าร้าน "บ้านธรรมะกาแฟสด" เปิดให้บริการมาหลายปีแล้วโดยเจ้าของคือป้าแมวที่ขายบัวลอยอยู่หน้าร้านกาแฟนี้เอง (ขอบอกว่าบัวลอยของป้าแมวอร่อยมาก) เนื่องจากป้าแมวแกเป็นคนใจบุญสุนทาน ชอบทำบุญ ฟังธรรมและเข้าวัดเข้าวาอยู่เสมอจึงได้เปิดร้านกาแฟนี้ขึ้นมาโดยหวังแค่ว่าให้คนที่มาทานกาแฟได้อะไรดีๆ กลับไปบ้านเพื่อเป็นมงคลแก่ตัวเองเพราะแกเชื่อว่าบุญเป็นสิ่งที่ใครทำใครได้ และเป็นของที่พึ่งพาได้อย่างแท้จริง


       ผมสั่ง Espresso เย็นหวานน้อยมากิน แต่เชื่อไหมครับว่าแม้ว้นนี้กาแฟจะเข้มข้นถึงใจแต่ทำไมถึงมีความหวานแบบอิ่มเอมใจผสมอยู่มากมายในกาแฟแก้วนี้ก็ไม่รู้ กาแฟหนึ่งแก้วคู่กับหนังสือธรรมะหนึ่งเล่มใครจะไปคิดครับว่าเป็นสิ่งที่สามารถเข้ากันได้อย่างลงตัว และพอมาถึงวินาทีนั้นผมได้รับรู้เลยครับ หากเรารู้จักปล่อยวางเสียบ้าง มองในสิ่งที่ยากลำบากกว่าเรา และเข้าใจในสภาพความเป็นจริงที่ว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรจีรังแล้ว ทุกคนจะรู้ว่าบุญและธรรมะนั้นเป็นเพียงสิ่งๆ เดียวที่พึ่งได้อย่างแท้จริง อย่างน้อยๆ ก็ทำให้ให้ผมดับความกระหายได้ทั้งทางกายและทางใจ......อนุโมทนาครับ

             
                                                                                               กาลาโต้