แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องเล่าร้านกาแฟ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องเล่าร้านกาแฟ แสดงบทความทั้งหมด
วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 | By: กาลาโต้

The Bikini Beans Espresso shop ร้านกาแฟในฝันของท่านชาย

สวัสดีครับทุกท่าน



สำหรับเรื่องราวของร้านกาแฟที่ผมจะนำเสนอต่อไปนี้ต้องบอกเลยครับว่าจะเป็นที่ชื่นชอบของบรรดาคอกาแฟที่เป็นท่านชายเป็นสำคัญเพราะมันไม่ใช่เรื่องของกาแฟที่เสริมสมรรถภาพทางเพศหากแต่เป็นร้านกาแฟร้านหนึ่งที่มีทีเด็ดอยู่บรรดาสาวเสริฟนี่แหละครับที่ทำให้ร้านที่ว่านี้เป็นที่รู้จักกันอย่างรวดเร็ว ซึ่งก็คือร้านกาแฟ "The Bikini Beans Espresso shop" นั่นเอง




เมื่อได้ยินชื่อ The Bikini Beans Espresso shop แล้วผมเองเชื่อว่าหลายท่านคงจะพอเดาได้ว่ามันคงต้องเกี่ยวข้องอะไรกับบิกินี่อย่างแน่นอนซึ่งก็ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ครับเพราะสาเหตุที่ทำให้ร้านกาแฟร้านเล็กๆ แห่งเมืองเคนท์วอชิงตันเป็นที่รู้จักกันดีก็คือ Carlie Jo ซึ่งเป็นเจ้าของร้านที่มีการแต่งกายเป็นลักษณะเฉพาะตัวที่หาร้านกาแฟร้านอื่นทำได้ยากยิ่งนั่นก็คือการมาในชุดบิกินี่และในบางวันก็ยิ่งกว่าบิกินี่ซึ่งเธอว่าเป็นการคืนกำไรให้กับลูกค้าที่น่ารักของเธอ



งานนี้ไม่รู้ว่ากาแฟจะรสชาติอย่างไรเพราะเนื่องจากว่าอยู่ไกลไม่สามารถเดินทางไปชิมได้แต่ดูจาก facebook ของร้านเธอแล้วต้องบอกเลยครับว่ากาแฟน่าจะ "เผ็ดร้อน" คอแห้งผากอย่างแน่นอน

                                                                                                                         กาลาโต้
ปล. ใครอยากรู้ว่าเฟสร้านเป็นอย่างไร จิ้มที่นี่ ครับ
วันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 | By: กาลาโต้

The Bookmark : อารมณ์กาแฟ....



       สวัสดีครับคนรักกาแฟทุกท่าน หากผมจะบอกว่าหนังสือเล่มที่ผมจะแนะนำต่อไปนี้เป็นหนังสือที่ผมหามานานก็คงจะว่าได้่ไม่ผิดนัก เพราะที่ว่านานนั้นก็คือจำได้ว่าครั้งสุดท้ายก็สมัยตอนเรียนปริญญาตรี จำได้ว่าครั้งนั้นได้เข้าห้องสมุดแล้วได้อ่านนิตยสารแพรวฉบับหนึ่งเปิดไปเจอหน้าที่ "ภาณุ มณีวัฒนกุล" นักเขียนเชิงท่องเที่ยวได้เขียนไว้ในตอนที่เดินทางไปต่างประเทศซึ่งมีประโยคหนึ่งโดนใจมากก็คือ "กาแฟก็เหมือนกับการเดินทางที่เมื่อได้ลิ้มลองจนติดใจแล้วก็ไม่อาจที่จะเลิกราได้" อ่านแค่นั้นก็โดนเลยครับคิดจะหาบทความของนักเขียนท่านนี้มาอ่านแต่ด้วยความเป็นเด็กทำนู่น ทำนี่ก็ลืมๆ ไปแป๊บเดียวผ่านไปนานหลายปีเลยทีเดียว (ฮา ฮา)

       แต่เมื่อตอนต้นปีใหม่ที่ผ่านมามีสมาชิกมิตรรักแฟนเพจเรื่องของคนรักกาแฟ (http://www.facebook.com/kafeme) ท่านหนึ่งได้ส่งหนังสืออารมณ์กาแฟนี้มาให้ซึ่งพอดูหน้าปกกับชื่อคนเขียนแล้วอดีตที่เคยลืมเลือนก็กลับมาจนอดไม่ได้ที่จะต้องมาแชร์เรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ให้แฟนานุแฟนคนรักกาแฟทุกท่านได้รับรู้เผื่อชอบใจจะได้มีโอกาสหามาอ่านกันครับกับหนังสือเล่มนี้ "อารมณ์กาแฟ"


       หนังสืออารมณ์กาแฟเล่มนี้เป็นหนังสือผลงานรวมเล่มจากนิตยสารแพรวที่ทาง ภาณุ มณีวัฒนกุล ได้เคยเขียนไว้เมื่อนานหลายปีมาแล้วโดยคัดเอาเรื่องราวการท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับกาแฟของเขาที่เคยได้เขียนไว้หลายตอน หลายวาระ มารวมไว้ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างลงตัว

       ต้องบอกกันก่อนครับว่าคุณภาณุ มณีวัฒนกุล ท่านนี้เป็นคนที่ชอบท่องเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจดังนั้นหากใครก็ตามคิดว่าจะได้เห็นบทความประเภทที่ว่าพาแนะนำร้านกาแฟแบบเจาะลึกว่าร้านนั้นมีอะไรดี ร้านนี้มีอะไรอร่้อยก็คงต้องให้ผ่านไปครับเพราะเนื้อหาที่เขาเขียนนั้นล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องราวของการเดินทางที่โยงเข้ากับกาแฟทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการเปรียบเปรยกาแฟ การเดินทาง และ หนังสือ ที่มีจุดร่วมกันที่ว่าเมื่อเราอ่านหนังสือจบก็ยัีงมีหนังสือเล่มใหม่ให้อ่าน เมื่อเราดื่มกาแฟแก้วนี้จนหมดก็ยังมีกาแฟแก้วต่อไปให้รอดื่ม การเดินทางก็เช่นกันเมื่อเราเดินทางสิ้นสุดก็ยังมีการเดินทางใหม่ๆ รอดให้เราได้ไปสัมผัส


       โดยส่วนตัวแล้วผมชอบหนังสืออารมณ์กาแฟเล่มนี้ค่อนข้างมากเพราะเนื่องจากว่าเป็นแนวการเขียนที่ไม่ค่อยซ้ำทางกับใครและอีกอย่างหนึ่งคือผมเชื่อว่าคนที่รักกาแฟนั้นส่วนใหญ่ก็มักเป็นคนชอบคิด ชอบเดินทาง รักอิสระกันอยู่แล้ว ดังนั้นการอ่านหนังสือเล่มนี้แกล้มกับกาแฟก็คงเปรียบได้กับการเปิดประตูไปสู่โลกภา่ยนอกให้เราได้รับรู้เรื่องราวใหม่ๆ โดยที่บางเรื่องนั้นเราอาจจะแทบอุทานเมื่ออ่านจบออกมาเลยว่า "มีร้านกาแฟแบบนี้มีด้วยหรือ" หรือไม่ก็  "เออแฮะแปลกดีนะ" เลยทีเดียวเชียวครับ

      แม้จะเป็นเรื่องดีที่ผมได้มีโอกาสอ่านและครอบครองเป็นเจ้าของหนังสืออารมณ์กาแฟเล่มนี้แต่ก็ต้องอาจจะบอกว่าเป็นเรื่องค่อนข้างที่จะโหดร้ายสำหรับคนที่กำลังคิดอยากจะอ่านหนังสือเล่มนี้สักหน่อยเพราะเนื่องจากว่าเล่มที่ผมได้มานั้นเป็นฉบับพิมพ์ครั้งที่ 4 ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2548 และในปัจจุบันก็ทราบว่าไม่น่าจะมีการตีพิมพ์อีกแล้วซึ่งก็คงต้องใช้วิทยายุทธหาเอาสักหน่อยอาจจะตามร้านขายหนังสือเก่า ร้านขายหนังสือมืองสองที่ยังคงพอมีให้เห็นได้บ้าง ส่วนผมเองล่าสุดก็ยังพอเห็นแหล่งอยู่บ้างไว้เจรจาได้ราคาไม่แพงเท่าไหร่อาจจะซื้อมาเป็นของรางวัลร่วมสนุกให้กับคนรักกาแฟทุกท่านนะครับ

       แต่ถึงอย่างไรตอนนี้ก็คงต้องช่วยเหลือตัวเองด้วยการเดินหากันเองก่อนนะครับ อย่าไปคิดอะไรมากเพราะกาแฟก็เหมือนกับการเดินทางนั่นแหละครับที่เมื่อติดใจแล้วก็ไม่คิดที่จะเลิกรา.....สวัสดีครับ


                                                                                                                   กาลาโต้





วันศุกร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2557 | By: กาลาโต้

Blend Storming : ยังฮิตไม่เลิกกับกาแฟถุงกระดาษ



       สวัสดีปีม้า 2557 สำหรับคนรักกาแฟทุกท่านนะครับปีนี้ขอให้เป็นปีที่ดี เป็นปีที่สมหวังสำหรับทุกคน อย่าเจ็บ อย่าจนนะครับ สำหรับเปิดประเดิมบทความแรกของปีนี้เห็นทีคงจะไม่พูดเรื่องของ "กาแฟถุงกระดาษ" ไม่ได้เสียแล้วครับเพราะต้องเรียกว่าเป็นของยอดฮิตตั้งแต่ปีที่แล้วพาดยาวมาถึงปีนี้กันเลยทีเดียว
     

       เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วนะครับว่าโฉมหน้าที่แท้จริงแล้วของเจ้ากาแฟถุงกระดาษนี้ก็คือกาแฟโบราณสมัยคุณปู่ คุณย่า เราดีๆ นี่เองแต่นำมาแต่งตัวใหม่ให้โดดเด่น ไฉไล และมีเอกลักษณ์มากขึ้นโดยนำเอาถุงกระดาษที่มีเนื้อกระดาษคล้ายๆ กับถุงปูนซีเมนต์มาห่อหุ้มไว้ข้างนอกอีกทีหนึ่ง โดยบรรดาร้านกาแฟถุงกระดาษทุกร้านมักชูจุดขายคือการเก็บรักษาความเย็นที่มากกว่าปกติ 6-8 ชั่วโมงและแน่นอนครับว่าเมื่อรูปร่างหน้าตาเปลี่ยนไปสนนราคาก็ย่อมที่จะเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน จากเดิมที่ราคาของกาแฟโบราณจะอยู่ประมาณถุงละ 15-20 บาท แต่เมื่อมีการแปลงร่างเป็นกาแฟถุงกระดาษราคาจะขยับขึ้นเป็นถุงละ 25-30 บาททันทีแล้วแต่เจ้า แล้วแต่ยี่ห้อ ซึ่งเมื่อหักลบต้นทุนแล้วนั่นก็หมายถึงกำไรที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย
     

              ปัจจุบันมีร้านขายกาแฟถุงกระดาษผุดขึ้นมากมายราวกับดอกเห็ดโดยมีทั้งที่ทำเองหรือสร้างแบรนด์เองและซื้อแฟรนไชส์กาแฟถุงกระดาษมาทำ ซึ่งหากจะให้คาดการณ์สถานการณ์ในปีนี้ของกาแฟถุงกระดาษก็คงต้องบอกว่ายังพอมีลู่ทางไปได้อยู่ครับอีกทั้งยังไม่เป็นคู่แข่งใดๆ หรือมีผลกระทบใดๆกับธุรกิจกาแฟสดอีกด้วยเพราะเนื่องจากว่า Target Group ของกาแฟสดและกาแฟถุงกระดาษนั้นเป็นคนละกลุ่มนั่นเอง แต่สิ่งหนึ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือหากกาแฟถุงกระดาษยังคงเปิดแข่งขันกันมากมายอยู่แบบปัจจุบันนี้เชื่อว่าอีกไม่นานธุรกิจกาแฟถุงกระดาษคงจะถึงจุดอิ่มตัวเฉกเช่นเดียวกับธุรกิจที่มาไว ไปไว แบบอื่นๆ ดังนั้นหากผู้ประกอบการไม่เตรียมตัวหรือวางแผนให้ดีเมื่อถึงเวลานั้นอาจทำให้ปรับตัวไม่ถูกหรือปรับตัวไม่ทันการณ์ก็เป็นได้ครับ

       สุดท้ายนี้ผมมีรูปของ 5 เหตุผลหลักที่ทำให้กาแฟถุงกระดาษฮิตทั่วไทยจากเว็บผู้จัดการออนไลน์ (www.manager.co.th) มาฝากกันครับ เชื่อว่าเมื่อดูแล้วคงจะมีความคิดดีๆ เกี่ยวกับกาแฟถุงกระดาษเพิ่มมากขึ้นอีกเยอะ สวัสดีครับ


                                                                                                                       กาลาโต้





วันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2556 | By: กาลาโต้

Cupping Street : Star Back Cafe...ความเหมือนที่แตกต่าง


       สวัสดีครับชาวคนรักกาแฟทุกท่าน หากใครที่ติดตามข่าวสารกรณีพิพาทจนเป็นเรื่องเป็นราวฟ้องร้องกันระหว่างร้านกาแฟเงือกเขียวแบรนด์ดังอย่าง Starbucks กับกาแฟรถเข็น Star Bung เรื่องโลโก้หรือเครื่องหมายการค้ามาโดยตลอดคงจะทราบผลสรุปแล้วด้วยการที่ Star Bung ยอมเปลี่ยนโลดก้แต่ก็ยังไม่วายกระแนะกระแหนกาแฟยักษ์ใหญ่ซึ่งที่จริงก็น่าเห็นใจอยู่นะครับแต่ในโลกธุรกิจนั้นบางครั้งความถูกต้องก็ย่อมจำเป็นต้องอยู่เหนือความรู้สึก เอาเป็นว่าเราพักเรื่องนี้กันดีกว่าแล้วไปดูร้านกาแฟที่ผมจะนำเสนอใน entry นี้กันดีกว่าต้องเรียกได้ว่าเหยียบจมูกเสือเลยทีเดียวครับกับร้านกาแฟร้านนี้ "Star back Cafe"


       ร้าน Star Back Cafe ที่จะกล่าวถึงนี้ถึงแม้ว่าชื่อเสียงเรียงนามจะใกล้เคียงกันกับร้านกาแฟชื่อดังอย่าง Starbucks แต่ก็ไม่สามารถจะพูดได้เต็มปากว่าเป็นการ Copy ร้านกาแฟแบรนด์ดังมาเพราะเนื่องจากรายละเอียดทุกอย่างตั้งแต่โลโก้ไปจนการตกแต่งร้านทั้งภายนอก ภายในนั้นมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงดังนั้นจึงไม่สามารถฟ้องร้องเรื่องการเลียนแบบเพื่อการค้าเหมือนกาแฟ Star Bung ได้แต่ที่บอกว่าเหยียบจมูกเสือกก็เพราะร้าน Star Back Cafe นี้มีที่ตั้งอยู่ติดกันกับร้าน Starbucks เลยครับยิ่งมองจากด้านนอกอาคารยิ่งมองเห็นได้อย่างชัดเจน


       Theme การตกแต่งร้านของ Star Back Cafe นั้นเป็นการตกแต่งร้านให้เหมือนกับร้านสำหรับดาราโดยมีการนำเอาสเลทที่ผู้กำกับใช้ในการกำกับมาเป็นเครื่องมือในกาารตกแต่งร้าน นอกจากนี้ยังมีการ (แอบ) จิกกัดร้านกาแฟร้านข้างๆ (ที่คุณรู้ว่าใคร) ด้วยการนำเอาตุ๊กตาหมีน่ารักๆ มาวางโชว์ซึ่งผู้ที่มาดื่มกาแฟสามารถซื้อติดไม้ติดมือกลับไปบ้านเป็นของที่ระลึกได้อีกด้วยครับ


       อีกสิ่งหนึ่งที่ถือเป็นจุดเด่นของร้าน Star Back Cafe ที่ทำให้ร้านนี้โดดเด่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและเข้ากันกับชื่อร้านก็คือบริเวณข้างผนังจะมีแผ่นป้ายสี่เหลี่ยมสีทองติดอยู่ซึ่งแผ่นป้ายแต่ละอันก็จะมีลายเซ็นพร้อมก้บข้อความสั้นๆ ของดาราหรือนักแสดงที่มาใช้บริการร้านกาแฟร้านนี้และด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ร้านกาแฟร้านนี้เป็นร้านกาแฟของ "ดารา" ไปโดยปริยาย (น่าเสียดายว่าไม่สามารถถ่ายรูปมาได้เพราะแสงแฟลชโดนแผ่นป้ายแล้วภาพออกมาจ้าเกินไปครับแต่ถ้าไปใช้บริการที่ร้านก็จะเห็นตามที่ว่าทุกประการ)


       เรื่องของการจัดร้านต้องยอมรับครับว่ามีการออกแบบร้านได้สวยงาม เป็นสัดส่วน มีทั้งโต๊ะขนาดเล็กสำหรับคนๆ เดียวเรื่อยไปจนถึงโต๊ะขนาดใหญ่รองรับคนที่มาดื่มกาแฟเป็นหมู่คณะโดยโต๊ะและเก้าอี้เหล่านี้มีการจัดวางอย่างเหมาะสมตามเนื้อที่ทำให้ไม่ดูอึดอัดจนเกินไป นอกจากนี้การจัดวางสิ่งของต่างๆ ก็ยังมีสไตล์เป็นของตัวเองอีกด้วย


       มาถึงหัวใจหลักซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของร้านกาแฟทุกร้านนั่นก็คือรสชาติของกาแฟครับ จากการได้ทดลองชิมโดยสั่งเป็น Iced Latte มาพบว่ารสชาติเป็นรสชาติกาแฟระดับมาตรฐานเช่นเดียวกันกับร้านกาแฟพรีเมี่ยมทั่วไปซึ่งหากเป็นคนที่กินกาแฟระดับพรีเมี่ยมอยู่บ่อยๆ แล้วคงจะชอบรสชาติแบบนี้ ส่วนสนนราคาก็มีหลากหลายครับโดยราคาเริ่มต้นอยู่ที่ใกล้ๆหลักร้อยเรื่อยไป ส่วนใครที่ดื่มกาแฟแล้วอยากหาเครื่องเคียงมาทานคู่ทางร้านก็มีไว้บริการด้วยเช่นกันแต่ขอแนะนำซาลาเปาของทางร้านครับขอบอกว่าทานคู่กับกาแฟอร่อยมากๆ


       แต่สิบปากว่าหรือจะสู้สองตาเห็นและไปทดลองสัมผัสด้วยตัวเองซึ่งหากใครอยากไปลิ้มลองรสชาติของกาแฟที่เคียงคู่กับซาลาเปาร้อนๆ และบรรยากาศที่เหมือนเฉิดฉายอยู่ดงดาราก็สามารถไปเยี่ยมชมกันได้ครับโดยร้าน Star Back Cafe นี้ตั้งอยู่ที่ห้าง MBK หรือมาบุญครองชั้น 1 อยู่ติดกับร้าน Starbucks พอดิบพอดีดังนั้นก่อนเข้าต้องดูให้ดีก่อนนะครับไม่เช่นนั้นอาจเข้าผิดก็เป็นได้ ฮา ฮา

                                                                 
                                                                                    กาลาโต้


วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 | By: กาลาโต้

Cupping Street : กึ่งศตวรรษร้านใบชาเมล็ดกาแฟ



       สวัสดีครับเพื่อนๆ คอกาแฟที่รักทุกท่านห่างหายจากการรีวิวร้านกาแฟไปหลายเดือนเนื่องจากยุ่งเรื่องงานที่กำลังจะทำใหม่เลยไม่มีเวลามาอัพเดท blog ได้แต่โพสต์ลงใน fanpage บ้างให้พอหายคิดถึง บัดนี้งานดังกล่าวเริ่มลงตัวจึงพอมีเวลามาอัพเดท blog ให้อ่านกันตามเดิมแล้วอย่าเพิ่งหนีกันไปไหนนะครับ @^_^@


       สำหรับร้านที่นำมารีวิวในครั้งนี้ต้องขอบอกครับว่าเคยผ่านตามาหลายครั้งแล้วและหลายที่เสียด้วยหากแต่ยังไม่เคยมีโอกาสเข้าไปลิ้มลองจวบจนฤกษ์งามยามดีไปทำธุระแถวสยามเลยตัดสินใจเข้าไปทดลองชิมเพื่อนำเรื่องราวต่างๆ มาฝากทุกท่านครับกับร้าน Coffee Bean & Tea Leaf.


       ในประเทศไทยเราชื่อของร้าน Coffee Bean & Tea Leaf นั้นคงไม่ค่อยคุ้นหูสักเท่าไหร่หากเปรียบเทียบกับร้านกาแฟแบรนด์ดังๆ ยี่ห้อสีเขียวจากซีแอตเติ้ลแล้วเรียกได้ว่าทิ้งห่างกันอย่างไม่ติดฝุ่นแต่สำหรับชาวต่างชาติแล้วโดยเฉพาะชาวอเมริกาชื่อของร้าน "Coffee Bean & Tea Leaf" นั้นโด่งดังและมีประวัติความเป็นมายาวนานถึง 50 ปีครับ


        จุดเด่นของร้าน Coffee Bean & Tea Leaf ที่ถือได้ว่าเป็นจุดหลักของการขายและทำให้ชื่อเสียงของร้านโด่งดังทั่วโลกนั้นเห็นจะเป็นในเรื่องของการค้นหาและเลือกใช้เมล็ดกาแฟและใบชาสายพันธุ์ดีจากทั่วโลกเพื่อนำมาคัดและเลือกสรรค์ชนิดที่ดีที่สุดเพื่อนำมาบริการให้กับบรรดาคอชาและกาแฟได้ลิ้มลองกันภายใต้ปณิธาน "Simply The Best"


       เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาหลังจากที่เดินแอบสำรวจบริเวณร้านอยู่ 2-3 รอบก็ตัดสินใจเข้าไปสั่ง Iced Latte ขนาด Large ทันทีซึ่งต้องขอบอกครับว่าสนนราคาที่นี่เป็นราคามาตรฐานตามแบบฉบับราคากาแฟและชาระดับร้าน Premium ทั่วไป โดยอยู่ที่ราคาตั้งแต่ 85 บาท ไปจนถึง 160 ตามแต่ประเภทและชนิดของเครื่องดื่มซึ่งเมื่อลิ้มลองแล้วต้องบอกว่าไม่แพงเลยครับเพราะเขาใช้วัตถุดิบที่มีมาตรฐานจริงๆ ความหอมของเมล็ดกาแฟอย่างดีผสมผสานกับรสชาติของนมที่ใช้ทำ Latte ทำให้เครื่องดื่ม Iced Latte ของผมแก้วนี้ช่างเติมเต็มไปด้วยความสุขเสียจริง ส่วนใครที่อยากจะหาอาหารว่างทานควบคู่กับชาหรือกาแฟก็ไม่ต้องเป็นห่วงครับ เพราะร้าน Coffee Bean & Tea Leaf นี้เขามีอาหารว่างไว้บริการกันอย่างพร้อมสรรพทั้งเค้ก ครัวซองค์ มัฟฟิน หรือแม้แต่บรรดาเบอร์เกอร์ แซนด์วิช ก็มีให้เลือกกัน


       ปัจจุบันร้าน Coffee Bean & Tea Leaf มีสาขาอยู่ทั่วโลกกว่า 900 สาขาและในประเทศไทยมีอยู่ 10 สาขาด้วยกันได้แก่ สาขาสยามเซ็นเตอร์ (ที่ผมไปลิ้มลอง) สาขาสยามพาราก้อน สาขาเซ็นทรัลเวิลดิ์ (ชั้น 2 และชั้น 3) สาขาอาคารอินเตอร์เชนจ์ 21 สาขาแฟชั่นไอส์แลนด์ สาขาโรงแรมฮอลิเดย์อินสุขุมวิท สาขาซอยหลังสวน สาขาเซ็นทรัลแจ้งวัฒนะและสาขาล่าสุดสาขา The Walk เกษตร-นวมินทร์ ซึ่งในปีนี้ก็จะมีแผนขยายสาขาเพิ่มขึ้นต่อไป


        และสำหรับผู้ที่จะไปใช้บริการร้าน Coffee Bean & Tea Leaf ในช่วงนี้สิ่งที่น่าสนใจมากฝากกันครับเพราะตอนนี้ทางร้าน Coffee Bean & Tea Leaf เค้าออกบัตร The Coffee Bean Card ซึ่งเป็นบัตร Cash Card ของร้านขึ้นมาโดยเจ้าบัตรนี้มีลักษณะคล้ายบัตร Starbucks Card เราสามารถเติมเงินสดลงในบัตรเพื่อใช้ในการซื้อเครื่องดื่มหรือสินค้าของร้าน Coffee Bean & Tea Leaf ทุกสาขาทั่วประเทศไทยรวมไปถึงใช้เป็นบัตรสมาชิกได้อีกด้วย นอกจากนี้ทุกการซื้อสินค้าและบริการภายในร้าน Coffee Bean & Tea Leaf ผ่านบัตร The Coffee Bean Card ทุกๆ 100 บาทจะได้รับแต้มสะสม 1 เพื่อเพื่อสะสมไว้แลกของหรือร่วมกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นเฉพาะสมาชิก The Coffee Bean Card ครับ ซึ่งหากสนใจก็ไปสามารถสมัครกันได้เลยที่ร้าน Coffee Bean & Tea Leaf ทุกสาขาตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปครับ


                                                                                                                  กาลาโต้


วันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2554 | By: กาลาโต้

The Bookmark : ตำราแห่งประสบการณ์ที่ความล้มเหลวคือกำไร



       สำหรับคนที่ชื่นชอบในรสชาติของกาแฟแล้วคงไม่มีความฝันใดที่ดีไปกว่าการเป็นเจ้าของร้านกาแฟในฝันสักร้านหนึ่ง บางคนเพียรพยายามเก็บเล็กผสมน้อยคอยสะสมเงินตราที่มีอยู่เป็นทุนรอนในการสร้างฝันให้เป็นจริงในขณะที่อีกหลายๆ คนก็พยายามเก็บเกี่ยวประสบการณ์จริงก่อนบินเดี่ยวเปิดร้านด้วยการเป็นลูกจ้างตามร้านกาแฟต่างๆ ส่วนคนที่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรหรือทำแบบไหนเชื่อได้ว่าหนังสือประเภท "howto" ย่อมเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด ผมเองก็ยังมีติดบ้านอยู่หลายๆ เล่มเหมือนกัน

       สำหรับหนังสือ howto เกี่ยวกับธุรกิจกาแฟในบ้านเราตอนนี้มีออกมาหลายต่อหลายเล่ม บางเล่มก็เน้นหนักทางด้านวิชาการ บางเล่มก็เน้นด้านกรรมวิธี แทบทุกเล่ม ทุกหัว มัก focus ไปที่ความสำเร็จในการเปิดร้านกาแฟทั้งสิ้น มองในแง่หนึ่งก็ถือเป็นเรื่องดีที่เสริมสร้างกำลังใจให้กับผู้ที่จะเริ่มเข้ามาคลุกคลีกับธุรกิจนี้ แต่ถ้ามองให้ดีมันคือ "การสร้างวิมานในอากาศ" หรือเปล่า??

      มีคนหลายคนที่ทำตามหนังสือแล้วเจ๊ง
     
      มีคนหลายคนไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงทั้งการจัดการร้านหรือปรับปรุงเมนูให้เหมาะสมเพราะทำตามที่หนังสือบอก
     
      แต่แล้ววันหนึ่งขณะที่ผมกำลังเริ่มที่จะเอียนกับหนังสือ howto เหล่านี้กลับได้พบหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่ผมถือว่าไม่ใช่เป็นเพียง pocket book ปกิณกะเพื่อความบันเทิงธรรมดา หากแต่เป็น "ตำราแห่งประสบการณ์" ที่หนังสือ howto เหล่านั้นเทียบไม่ติดเลยทีเดียว นั่นก็คือหนังสือ "เรื่องเล่าร้านกาแฟ" นั่นเอง

       เมื่อเหรียญมี 2 ด้านฉันใด การทำธุรกิจก็ย่อมมี 2 ด้านเช่นกันคือถ้าไม่รวยก็เจ๊งไปเลย นั่นคือตรรกะง่ายๆ ของโลก เพียงแต่มนุษย์เรามักจะมองในด้านที่ตัวเองได้ประโยชน์เสียส่วนใหญ่จึงมักจะหลีกเลี่ยงที่จะมองอีกด้านของจริงเสมอๆ

       หนังสือเรื่องเล่าร้านกาแฟนี้ถือเป็นตำรา case study อีกเล่มหนึ่งที่บรรดาผู้ที่คิดหรือกำลังจะเปิดร้านกาแฟควรจะมีติดกาย ติดหิ้งหนังสือไว้ เพราะผู้เขียนคือคุณสุพัตราได้ถ่ายทอดประสบการณ์จริงในการเปิดร้านกาแฟของตนเองกลั่นเป็นตัวหนังสือบทความไว้ในหนังสือเล่มนี้ หากเพียงแต่สิ่งที่เธอสื่อนั้นก็คือการเปิดร้านกาแฟแล้ว "เจ๊ง" ไม่เป็นท่านั่นเอง

      ผู้เขียนได้เล่าถึงที่มาในการเปิดร้านกาแฟของตนเองที่เริ่มต้นด้วยความฝันเหมือนกับใครอีกหลายต่อหลายคนจนกระทั่งมีร้านกาแฟเป็ของตนเอง เล่าถึงวิธีการทำทุกวิถีทางให้ร้านกาแฟอยู่รอด จนกระทั่งมาถึงบทสรุปสุดท้ายของความเป็นจริงที่ว่าเมื่อทำเต็มที่จนไม่สามารถรับไหวแล้วก็ต้องปิดตัวลง อาจจะเป็นความจริงที่น่าเจ็บปวด แต่มันก็คือความจริง อย่างน้อยแม้จะขาดขุนแต่ก็ถือว่าได้ประสบการณ์เป็นกำไร แถมเป็นกำไรที่หาได้ยากเสียด้วยเพราะบางทีเงินก็ซื้อประสบการณ์ไม่ได้เสมอไป

       ผมไม่ได้บอกว่าเมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้แล้วจะทำให้ผู้ที่คิดเริ่มต้นท้อแท้ เพียงแต่อยากให้หนังสือเล่มนี้เป็นเข็มทิศชี้ทางมากกว่า เพราะเมื่อมีคนเดินผิดพลาดแล้วก็ไม่อยากให้คนอื่นต้องเดินตามรอยผิดพลาดนั้น อย่างน้อยก็โชคดีที่ไม่ต้องเสียเงินและเวลาซื้อประสบการณ์เหมือนกับผู้เขียนและขอให้ผู้ที่คิดจะเปิดร้านกาแฟทุกท่านโชคดีในการเปิดร้านกาแฟทุกท่าน สวัสดีครับ

                                                                                                                       กาลาโต้